เคยสงสัยไหมว่าภาวะ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke; อัมพฤกษ์-อัมพาต) คือ อะไร และทำไมถึงเป็นภัยเงียบที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยได้อย่างฉับพลัน? ในฐานะแพทย์จีน เราเข้าใจความกังวลนี้เป็นอย่างดี บทความนี้จะพาทุกท่านไปหาคำตอบว่า สโตรก เกิดจากอะไร พร้อมวิธีสังเกต อาการสโตรก และแนวทางการฟื้นฟูปัญหา หลอดเลือดสมอง รวมถึง ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน เพื่อช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วย โดยสามารถดูแนวทางการดูแลของเราได้ที่ บริการฟื้นฟูสุขภาพ IMI Clinic

โรคหลอดเลือดสมอง คืออะไร?
หลายท่านอาจมีความกังวลและสงสัยว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร? อธิบายให้เข้าใจง่ายโรคสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่เรียกว่า "อัมพฤกษ์-อัมพาต" เป็นภาวะวิกฤตที่เซลล์สมองขาดเลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน โดยสโตรกเกิดได้ทั้งจากหลอดเลือดแตกและเส้นเลือดในสมองตีบ ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองเสียหายอย่างรวดเร็ว หากคุณสามารถรู้เท่าทันอาการสโตรก จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างทันท่วงทีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง มีอะไรบ้าง?
โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะฉุกเฉิน การสังเกตความผิดปกติของร่างกายได้อย่างรวดเร็วคือหัวใจสำคัญในการรักษาชีวิต โดยเราสามารถสังเกตได้จากอาการ BEFAST ด้วยตนเองและคนใกล้ชิดได้ ดังนี้
BE FAST สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
- B – Balance: เวียนศีรษะ เดินเซ เสียการทรงตัว
- E – Eye: ตามัว มองเห็นภาพซ้อน สูญเสียการมองเห็นข้างใดข้างหนึ่งอย่างฉับพลัน
- F – Face: ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งเบี้ยว มุมปากตก ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ได้
- A – Arm: แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ยกแขนไม่ขึ้น
- S – Speech: พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ นึกคำพูดไม่ออก ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นสื่อสาร
- T – Time: เวลาสำคัญที่สุด รีบไปโรงพยาบาลทันทีภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อรับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด
สำคัญ: ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 แม้อาการจะดีขึ้นเองก็ยังควรได้รับการประเมินด่วน
(แหล่งข้อมูลอ้างอิงระดับสากล: สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองได้ที่ American Stroke Association)
โรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นจากปัญหาสุขภาพสะสมดังนี้
- ภาวะความดันโลหิตสูง ที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ควบคุม ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพ
- ไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดคราบตะกรันเกาะตามผนังหลอดเลือดจนนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ
- โรคเบาหวาน ที่ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเปราะบาง เกิดการอักเสบได้ง่าย
- โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่ทำให้ลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันในสมอง

ประเภทของโรคหลอดเลือดสมองที่พบบ่อย
ทางการแพทย์แบ่งโรคหลอดเลือดสมองออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการสโตรกที่แตกต่างกันตามสาเหตุการเกิดโรคดังนี้
โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
ภาวะนี้พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยที่เข้ามาปรึกษา สาเหตุหลักเกิดจากลิ่มเลือดหรือไขมันอุดตันในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เมื่อเส้นเลือดในสมองตีบจะส่งผลให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนจนเกิดความเสียหายอย่างรวดเร็ว
โรคหลอดเลือดในสมองแตก
ภาวะนี้มีความรุนแรงและต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เกิดจากความดันโลหิตสูงที่ทำให้หลอดเลือดเปราะบางจนแตกออก เลือดที่ไหลซึมออกมาจะสร้างแรงกดทับทำลายเนื้อเยื่อสมองโดยรอบ นำไปสู่วิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต
กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
การทราบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จะช่วยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันได้ทันท่วงที ใครบ้างที่ต้องระวัง มีดังนี้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ สารพิษในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีภาวะโรคอ้วน
- ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย มีพฤติกรรมเนือยนิ่งจากการทำงานนั่งโต๊ะตลอดทั้งวัน
- ผู้ที่มีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ที่พบมากในกลุ่มคนทำงานยุคปัจจุบัน
ทำไม 6 เดือนแรกถึงเป็น "นาทีทอง" ของการฟื้นฟูร่างกายหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง?
เมื่อพ้นขีดอันตรายแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าควรเริ่มฟื้นฟูเมื่อไหร่ดี? ในทางการแพทย์ ช่วง 3-6 เดือนแรกหลังเกิด อาการสโตรก ถือเป็น "ช่วงเวลาทอง" เพราะเป็นจังหวะที่เซลล์สมองและระบบประสาทพร้อมฟื้นตัวมากที่สุด การรีบฝังเข็มด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนร่วมกับการทำกายภาพบำบัดใน 3 เดือนแรกจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูได้ดีที่สุด การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อและสมองกลับมาทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วกว่าการปล่อยทิ้งไว้นาน ดังนั้นการฟื้นฟูควรเริ่มให้เร็วที่สุดเมื่อผู้ป่วยปลอดภัยหรืออาการคงที่
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อผ่านวิกฤตโรคหลอดเลือดสมองมาแล้ว ผู้ป่วยหลายรายต้องเผชิญกับผลกระทบระยะยาวที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
- อัมพฤกษ์ อัมพาต: อาการอ่อนแรงครึ่งซีก หรือสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง
- ปัญหาด้านการสื่อสาร: ผู้ป่วยอาจพูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก หรือสูญเสียความสามารถในการเข้าใจภาษา
- ภาวะกลืนลำบาก: เสี่ยงต่อการสำลักอาหารและน้ำลงปอด นำไปสู่ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ
- ปัญหาด้านความจำและความคิด: สูญเสียสมาธิ ความจำเสื่อมถอย หรือมีภาวะซึมเศร้าแทรกซ้อนจากความเครียด
- อาการปวดเรื้อรัง: ปวดเกร็งตามกล้ามเนื้อ หรือปวดบริเวณข้อไหล่จากภาวะแขนขาอ่อนแรง
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างยั่งยืน โดยสามารถเริ่มต้นได้ดังนี้
- ควบคุมโรคประจำตัว: ดูแลระดับความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และคอเลสเสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเสมอ
- ปรับโภชนาการ: ลดอาหารรสจัด ของทอด ของมัน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เน้นทานผักผลไม้และธัญพืชขัดสีน้อย
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดี
- จัดการความเครียด: พักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมผ่อนคลายจิตใจ หลีกเลี่ยงการทำงานหนักจนเกินพอดี
- งดพฤติกรรมเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปกป้องหลอดเลือดไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร

วิธีฟื้นฟูผู้ป่วยหลังโรค หลอดเลือดสมอง ด้วยแพทย์แผนจีน
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน โรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากความไม่สมดุลของอินหยาง พลังงานชี่ (Qi) และเลือดที่ไหลเวียนติดขัดจนกระทบต่อเส้นลมปราณ การฟื้นฟูจึงมุ่งเน้นที่การทะลวงจุดที่อุดตัน กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ส่งเสริมการทำงานของสมอง เพื่อฟื้นคืนสมรรถภาพทางกายให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
1. การฝังเข็ม
การฝังเข็มเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการฟื้นฟูผู้ป่วย แพทย์จีนจะฝังเข็มลงบนจุดลมปราณเฉพาะ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงให้แขนขาที่อ่อนแรง รวมถึงฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าและการกลืน
2. การใช้ยาสมุนไพรจีน
แพทย์จะจัดตำรับยาสมุนไพรจีนที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย ตัวยาจะเข้าไปช่วยบำรุงเลือดลม สลายเลือดคั่ง ขจัดเสมหะที่อุดตันเส้นลมปราณ ปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะภายในให้แข็งแรงขึ้น เพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำของ เส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตก
3. การนวดทุยหนา
การนวดทุยหนาเป็นการนวดบำบัดตามหลักการแพทย์แผนจีน ช่วยคลายความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อและข้อต่อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือดในบริเวณที่มีอาการอ่อนแรง ป้องกันภาวะข้อติดแข็ง ส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดควบคู่ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากต้องการรักษา โรคหลอดเลือดสมอง ทำไมต้องมาที่คลินิก IMI Clinic!
การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการดูแลอย่างต่อเนื่อง IMI Clinic พร้อมเคียงข้างคุณด้วยแนวทางการแพทย์แผนจีนแบบผสมผสาน ดูแลโดยทีมแพทย์จีนที่วิเคราะห์อาการจากต้นเหตุ เพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลที่ปลอดภัย เรามุ่งหวังให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพ ฟื้นฟูสมดุลของร่างกายจากภายใน กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ปราศจากความกังวลเรื่องสุขภาพได้อย่างแท้จริง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายปรึกษาทีมแพทย์จีนผู้ชำนาญการได้ที่ ติดต่อคลินิก IMI Clinic
สรุป
โรคหลอดเลือดสมองถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจว่าสโตรกคืออะไรและรู้เท่าทันอาการสโตรก จะช่วยลดความสูญเสียจากภาวะเส้นเลือดในสมองตีบได้ หากคุณมองหาทางเลือกในการฟื้นฟูร่างกาย IMI Clinic ยินดีดูแลคุณด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ทีมแพทย์จีนของเราพร้อมออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลจากต้นเหตุและคืนสุขภาพที่ดีให้คุณ
คำถามที่พบบ่อย
Q: ฝังเข็มช่วยฟื้นฟูหลังโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างไร?
A: การฝังเข็มช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณที่ได้รับความเสียหาย วิธีนี้ช่วยลดความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อและฟื้นฟูอาการอ่อนแรงให้ค่อยๆ ดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Q: ควรเริ่มฝังเข็มฟื้นฟูสโตรกได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
A: สามารถเริ่มได้ทันทีที่ผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายและสัญญาณชีพคงที่ ยิ่งเริ่มต้นฟื้นฟูด้วยการฝังเข็มในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังเกิดอาการ จะยิ่งส่งเสริมให้ผลลัพธ์การฟื้นฟูระบบประสาททำงานได้ดียิ่งขึ้น
Q: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการฟื้นฟูร่างกาย?
A: ระยะเวลาในการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละท่าน รวมถึงระยะเวลาของการเกิดโรคด้วย แพทย์จีนจะประเมินอาการอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ
Q: สามารถรักษาด้วยแพทย์แผนจีนควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันได้หรือไม่?
A: ทำได้แน่นอน การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนแบบผสมผสานควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดหรือการทานยาแผนปัจจุบัน ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการฟื้นฟูร่างกายให้ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงได้ดียิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย
แพทย์จีน ยี่จีน จาง (หมอพัชชา)
แพทย์จีนประจำ IMI Clinic




