ประวัติแพทย์แผนจีน ศาสตร์การรักษาโรคอายุนับพันปี

ประวัติแพทย์แผนจีน ศาสตร์การรักษาโรคอายุนับพันปี
ประวัติแพทย์แผนจีน ศาสตร์การรักษาโรคอายุนับพันปี
Page 4
สารบัญ

เคยสงสัยไหมครับว่าศาสตร์การรักษาที่สืบทอดกันมานับพันปี จะช่วยดูแลสุขภาพของคนยุคใหม่อย่างเราได้อย่างไร? บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงประวัติแพทย์แผนจีนอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้การแพทย์แผนจีนในปัจจุบัน เพื่อให้คุณได้เห็นภาพชัดเจนว่าแพทย์แผนจีนคืออะไร และการรักษาแพทย์แผนจีนสามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพองค์รวมได้อย่างไร เพื่อให้คุณกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง

ความเป็นมาของศาสตร์การแพทย์แผนจีน

ความเป็นมาของศาสตร์การแพทย์แผนจีน

ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีรากฐานที่หยั่งลึกยาวนานกว่า 5,000 ปี ถือเป็นหนึ่งในศาสตร์แพทย์โบราณที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก เกิดจากการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และการสั่งสมประสบการณ์รักษาผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น หัวใจสำคัญของศาสตร์นี้ตั้งอยู่บนปรัชญาที่มองว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ร่างกายของเราเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมอย่างแยกไม่ออก หลักทฤษฎีสำคัญอย่าง “หยิน-หยาง” และ “ปัญจธาตุ” จึงถูกนำมาใช้อธิบายความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ และสภาวะของร่างกาย เพื่อมุ่งสร้าง “สมดุล” จากภายในสู่ภายนอก

แพทย์แผนจีนช่วยดูแลสุขภาพได้อย่างไร

หลักการพื้นฐานของการแพทย์แผนจีน

สิ่งที่ทำให้การแพทย์แผนจีนมีเอกลักษณ์คือการมองร่างกายแบบ “องค์รวม” (Holism) เราไม่ได้มองอาการเจ็บป่วยเป็นเพียงเรื่องของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เรามองว่าทุกระบบในร่างกายทำงานเชื่อมโยงกัน การวินิจฉัยจึงเป็นการมองภาพรวมเพื่อค้นหา “ต้นตอ” ของความไม่สมดุลที่แท้จริง แพทย์จีนจะใช้วิธีการตรวจวินิจฉัยที่เป็นเอกลักษณ์ทั้ง 4 อย่าง คือ การมอง(望), การฟังและการดม(闻), การถามประวัติ(问) และการจับชีพจร(切) หรือ “แมะ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจสภาวะของพลังงาน (ชี่) และเลือดในร่างกายได้อย่างแม่นยำ

วิธีการรักษาแบบแพทย์แผนจีน

วิธีการรักษาแบบแพทย์แผนจีน มีวิธีอะไรบ้าง?

จากการวินิจฉัยอย่างละเอียด แพทย์จีนจะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยผสมผสานวิธีการรักษาที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อปรับสมดุลของร่างกายให้กลับสู่ภาวะปกติ วิธีการรักษาหลักๆ ที่ IMI Wellness มีให้บริการครอบคลุมศาสตร์การแพทย์แผนจีนอย่างครบถ้วน ได้แก่:

  1. การฝังเข็ม (Acupuncture): เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กที่ผ่านการฆ่าเชื้อตั้งแต่กระบวนการผลิต (ปัจจุบันเป็นเข็มแบบใช้แล้วทิ้ง โดยคนไข้จะได้ใช้เข็มใหม่ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย) ฝังและกระตุ้นตามจุดลมปราณเฉพาะบนร่างกาย เพื่อเปิดเส้นลมปราณและปรับการไหลเวียนของพลังงาน (ชี่) และเลือดให้คล่องตัว รวมถึงช่วยปรับสมดุลหยิน-หยางและการทำงานของอวัยวะต่างๆ การรักษานี้ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ และถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเรื้อรัง ความผิดปกติทางระบบประสาท (เช่น อัมพาตใบหน้าและภาวะแทรกซ้อนหลังโรคหลอดเลือดสมอง) โรคระบบทางเดินหายใจ และภาวะทางนรีเวช
  2. ยาสมุนไพรจีน (Chinese Herbal Medicine): คือการใช้ตำรับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ปรุงขึ้นเฉพาะบุคคล เพื่อใช้ในการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูบำรุงสุขภาพภายใต้หลักทฤษฎีการแพทย์แผนจีน โดยตัวยาจะประกอบด้วยพืชเป็นหลัก รวมถึงยาจากสัตว์และแร่ธาตุ มุ่งเน้นการบำรุงและปรับสมดุลของร่างกายจากภายใน ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน ปัจจุบันรูปแบบของยาจีนมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลายเพื่อให้เข้ากับความสะดวกของคนไข้ในยุคปัจจุบัน ทั้งในรูปแบบยาต้ม ยาทา ยาผง ยาชง ยาลูกกลอน รวมไปถึงยาแคปซูล
  3. การครอบแก้ว (Cupping Therapy): เป็นการบำบัดตามศาสตร์แพทย์แผนจีนดั้งเดิม โดยใช้ถ้วยสุญญากาศสร้างแรงดันลบครอบลงบนผิวหนัง ทำให้เกิดการคั่งของเลือดเฉพาะที่ วิธีนี้จะช่วยเปิดเส้นลมปราณ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และขับของเสีย ลม รวมถึงความเย็นที่คั่งค้างในกล้ามเนื้อให้ระบายออกมา เทคนิคที่แพทย์นิยมใช้มีทั้งการครอบแก้วแบบอยู่กับที่ การครอบแก้วแบบเลื่อน และการครอบแก้วแบบเร็ว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามคอ บ่า ไหล่ หลัง และขา รวมถึงอาการปวดข้อรูมาติก อาหารไม่ย่อย และไข้หวัด สีของรอยครอบแก้วที่ปรากฏหลังการรักษาสามารถบ่งบอกถึงสภาวะสุขภาพและโรคที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคลได้ จุดเด่นหลักของการครอบแก้ว:
    • รักษาอาการปวด: เปิดเส้นลมปราณเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีกลุ่มอาการปวดเรื้อรัง
    • กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต: ขจัดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อเฉพาะจุด และบรรเทาความเหนื่อยล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ขับไล่ความเย็นและความชื้น: ช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  4. การนวดทุยหนา (Tuina Massage): เป็นศาสตร์การรักษาภายนอกของการแพทย์แผนจีนโบราณ (TCM) ที่อาศัยการนวดบำบัดโดยไม่ใช้ยา แพทย์จะใช้เทคนิคเฉพาะในการส่งแรงภายนอกไปยังเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มต่างๆ บนร่างกาย เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็ง กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและพลังงาน (ชี่) รวมถึงช่วยฟื้นฟูโครงสร้างของร่างกายให้กลับสู่สมดุล วิธีนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคและอาการปวดเมื่อยต่างๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีอาการปวดรุนแรง มีภาวะเสื่อมสภาพอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคกระดูกสันหลังส่วนคอและส่วนเอวเสื่อม แนะนำให้เข้าปรึกษาและรับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูทางการแพทย์แผนจีนโดยตรง เพื่อให้ได้รับการนวดบำบัดรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัยสูงสุด
  5. กัวซา (Guasha Therapy): เป็นวิธีการรักษาแบบดั้งเดิมที่ไม่ใช้ยา โดยอิงตามทฤษฎีเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มของการแพทย์แผนจีน เทคนิคนี้ทำโดยใช้อุปกรณ์เฉพาะ (แผ่นขูด) ควบคู่กับน้ำมันกัวซาหรือน้ำ ขูดเบาๆ ซ้ำๆ ลงบนผิวหนัง เพื่อเปิดเส้นลมปราณ กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง ขจัดภาวะเลือดคั่ง รวมถึงช่วยขับความชื้น ความร้อน และสารพิษออกจากร่างกาย พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูผิวพรรณ วิธีนี้มักนิยมใช้เพื่อบรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาการอ่อนเพลีย โดยลักษณะเด่นของการทำกัวซาคือจะทำให้เกิดรอยที่เรียกว่า "ซา" (Sha) ซึ่งเป็นรอยแดงหรือรอยม่วงแดงเฉพาะที่บนผิวหนัง อันเป็นสัญญาณของการระบายของเสียและพิษออกจากร่างกายตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
  6. การรมยาด้วยสมุนไพร (Moxibustion): เป็นวิธีการรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีนโบราณ โดยใช้แท่งหรือกรวยที่ทำจากสมุนไพร “ใบโกฐจุฬาลัมพาจีน” (อ้ายเยี่ย / 艾叶) จุดไฟเพื่อส่งผ่านความร้อนและสรรพคุณทางยาลงลึกไปยังจุดฝังเข็มต่างๆ บนร่างกาย วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่เส้นลมปราณ ขจัดความเย็นและความชื้นที่สะสม กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดภาวะเลือดคั่งและอาการบวม ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เทคนิคที่นิยมใช้คือการรมยาแบบอ่อนโยนและการรมยาแบบแขวน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดูแลสุขภาพประจำวัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะร่างกายเย็นและชื้น หรือผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยจากภาวะร่างกายอ่อนแอและพร่องพลังงาน

คุณสามารถศึกษาข้อมูล บริการของเรา เพิ่มเติมได้ที่นี่

การแพทย์แผนจีนในประเทศไทย

การแพทย์แผนจีนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของคนไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยโบราณผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้า จนปัจจุบันได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการให้เป็นหนึ่งในสาขา การประกอบโรคศิลปะ ซึ่งหมายความว่าแพทย์แผนจีนในประเทศไทยต้องผ่านการสอบและได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ในมาตรฐานและความปลอดภัยของการรักษา และเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้ที่มองหาการดูแลสุขภาพเชิงรุกและต้องการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

หากต้องการรักษาแบบแพทย์แผนจีน ทำไมต้องมาที่คลินิก IMI Wellness!

ที่ IMI Wellness Clinic เราให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรฐานการรักษาและความน่าเชื่อถือ ทีมแพทย์จีนชำนาญการของเราทุกท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนชั้นนำของโลกจากปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ และเป็นส่วนหนึ่งของแพทย์จีนหัวเฉียวรุ่นแรกๆ ในประเทศไทย

เราผสมผสานความรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเข้ากับความเข้าใจในปัญหาสุขภาพของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศซินโดรม ความเครียด หรือการนอนไม่หลับ เพื่อมอบแผนการรักษาเฉพาะบุคคลที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ IMI Wellness

สรุป

ประวัติแพทย์แผนจีนคือบทพิสูจน์ของภูมิปัญญาที่สั่งสมมานับพันปี เป็นศาสตร์ที่มองร่างกายอย่างเป็นองค์รวมและมุ่งเน้นการปรับสมดุลเพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน การรักษาแพทย์แผนจีนจึงไม่ใช่แค่การบรรเทาอาการ แต่เป็นการฟื้นฟูร่างกายจากรากฐาน ที่ IMI Wellness Clinic เราภูมิใจที่ได้นำศาสตร์อันล้ำค่านี้มาดูแลสุขภาพของคนไทย ด้วยทีมแพทย์ผู้มีคุณวุฒิสูงและกระบวนการรักษาที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้คุณกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสตร์การแพทย์แผนจีน สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น Traditional Chinese medicine on Wikipedia

คำถามที่พบบ่อย

แพทย์แผนจีนเป็นหมอไหม?

ในประเทศไทย แพทย์แผนจีนคือผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน ซึ่งต้องสอบใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสภาการแพทย์แผนจีนจึงจะสามารถทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ตามกฎหมาย ถือเป็นบุคลากรทางการแพทย์แขนงหนึ่ง

แพทย์แผนจีนมีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าไร?

การแพทย์แผนจีนมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ชี้ให้เห็นว่ามีการปฏิบัติและพัฒนาองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 5,000 ปี

แพทย์แผนจีนมีวิธีการรักษาแบบไหนบ้าง?

วิธีการรักษาหลักมี 6 ศาสตร์ด้วยกัน คือ การฝังเข็ม, การใช้ยาสมุนไพรจีน, การครอบแก้ว, การนวดทุยหนา, กัวซา และรมยาสมุนไพร ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับอาการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

แพทย์แผนจีนเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไร?

การแพทย์แผนจีนเข้ามาพร้อมกับชาวจีนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณ และค่อยๆ ได้รับความนิยมและพัฒนาจนได้รับการรับรองเป็นวิชาชีพทางการแพทย์อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน

เรียบเรียงโดย

แพทย์จีน ยี่จีน จาง (หมอพัชชา)

แพทย์จีนประจำ IMI Wellness

ยี่จีน

แพทย์ผู้เขียนบทความ

ยี่จีน จาง
แพทย์แผนจีน
Contact Us
สาขาหลักสี่
สาขา เพชรเกษม
สาขา ภูเก็ต
ติดต่อ IMI Wellness และทีมแพทย์แผนจีน