ในยุคที่ชีวิตเร่งรีบ หลายคนมองข้ามสัญญาณเตือนจากร่างกาย กว่าจะรู้ตัวก็มักสายเกินแก้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีวิธีตรวจจับความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการ “แมะชีพจร” เทคนิคการวินิจฉัยตโบราณที่ทั้งแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ที่ IMI Wellness สถาบันสุขภาพการแพทย์ผสมผสาน เรามีทีมแพทย์แผนจีนมากประสบการณ์พร้อมดูแลสุขภาพคุณแบบครบวงจรด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน
แมะชีพจร คืออะไร?

การแมะชีพจรเป็นหนึ่งในการวินิจฉัยโรคตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยจะใช้นิ้วมือสามนิ้ว ได้แก่ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง วางเรียงกันบริเวณข้อมือด้านเดียวกับฝ่ามือฝั่งRadial ในข้อมือทั้งสองข้าง โดยแต่ละจุดจะสะท้อนการทำงานของอวัยวะภายในที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงขนาดและความถี่ของชีพจร ยังสามารถบ่งบอกได้ถึงพื้นฐานร่างกาย และอาการต่างๆได้
ลักษณะชีพจร (คนปกติ/คนป่วย)

ชีพจรเป็นเหมือนเสียงสะท้อนสุขภาพของร่างกาย โดยชีพจรของคนปกติและคนป่วยมีความแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งแพทย์แผนจีนหรือหมอแมะสามารถรับรู้ได้จากการจับชีพจร
ชีพจร คนปกติ
ชีพจรคนปกติเรียกว่า “ผิงม่าย 平脉” มีขนาดของชีพจรที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ สั้นยาวพอดี ไม่ลึกไม่ตื้น ไม่เร็วไม่ช้า การเต้นสม่ำเสมอ และไม่แรงไม่อ่อนจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ชีพจรคนปกติอาจเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ เวลา สภาพร่างกาย อารมณ์และสภาพแวดล้อม เช่น คนที่เพิ่งออกกำลังกายจะมีชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ
ชีพจร คนป่วย
ชีพจรคนป่วยมีลักษณะหลากหลายและซับซ้อน แต่ละแบบสามารถบอกอาการหรือความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ได้ เช่น ชีพจรพร่อง ขาดกำลัง (虚脉) เกิดมักจากภาวะพลังลมปราณพร่องหรือร่างกายอ่อนแอจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือชีพจรตึง (弦脉) ที่มักสัมพันธ์กับความเครียด ลมปราณตับติดขัด
เมื่อแพทย์แผนจีนได้ข้อมูลจากการแมะจับชีพจรแล้ว หมอจะวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น ใช้การยาจีน ฝังเข็ม ครอบแก้ว นวดจีนทุยหนา หรือวิธีอื่นๆ ขึ้นอยู่กับอาการและโรคของคนไข้ ซึ่งควรรักษากับแพทย์แผนจีนที่มีความชำนาญหรือมีประสบการณ์และมีใบประกอบโรคศิลปะจากกระทรวงสาธารณสุข
ชีพจรบอกสภาวะร่างกายได้อย่างไร?

การแมะชีพจรอาศัยหลักการที่ว่าชีพจรเกิดจากการเต้นของหัวใจซึ่งอาศัยการทำงานของหยางหัวใจและชี่หัวใจ โดยมีเลือดและหยินหัวใจเป็นองค์ประกอบสำคัญ ปอดควบคุมชี่ เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนเลือด ม้ามช่วยสร้างเลือดและควบคุมให้เลือดไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือด ตับเป็นแหล่งกักเก็บเลือด และไตเป็นแหล่งกักเก็บสารจิงซึ่งเป็นสร้างตั้งต้นแปรเปลี่ยนไปเป็นเลือด เมื่อชีพจรมีความเชื่อมโยงกับระบบอวัยวะภายในต่างๆจึงทำให้สะท้อนสภาวะการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้
การจับชีพจรสามารถบ่งบอกได้ถึงสภาวะความสมดุลในร่างกาย แม้ว่าอาการของโรคอาจจะยังไม่แสดงออกมาชัดเจน (脉病人不病) การแมะจับชีพจรทำให้สามารถพยากรณ์โรคได้และสามารถป้องกันรักษาก่อนจะเกิดโรค ซึ่งเป็นแนวคิดจากคัมภีร์เน่ยจิง กล่าวว่า หมอที่ดีควรรักษาก่อนที่จะป่วย (上工治未病) นั่นคือการป้องกันก่อนจะเกิดโรคและหากป่วยแล้วก็ควรรักษาไม่ให้โรคพัฒนาหนักขึ้น
นี่คือจุดเด่นของการแพทย์แผนจีนที่ช่วยให้หมอแมะตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้สามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ก่อนที่จะกลายเป็นโรครุนแรง
สิ่งที่หมอแมะพิจารณาเมื่อจับชีพจร มีอะไรบ้าง?
การแมะชีพจรเป็นหนึ่งในการตรวจวินิจฉัยในศาสตร์แพทย์แผนจีน มีความซับซ้อนและต้องใช้ประสบการณ์ โดยหมอจีนจะพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกันเพื่อวินิจฉัยสภาวะร่างกาย เทคนิคการจับชีพจรที่แพทย์แผนจีนใช้ประเมินมีปัจจัยสำคัญดังนี้ :
- ระดับความตื้น-ลึกของชีพจร (脉位) – แบ่งเป็นชีพจรลอย (浮脉) (อยู่ตื้น) และชีพจรจม (沉脉) บ่งบอกถึงตำแหน่งของโรค ว่าอยู่ภายนอกหรือภายใน
- ระดับความถี่เร็ว-ช้าของชีพจร (至数) – แบ่งเป็นชีพจรช้า (迟脉) และชีพจรเร็ว (数脉) สะท้อนถึงภาวะเย็น-ร้อนในร่างกาย
- ความยาวของชีพจร (脉长) – แบ่งเป็นชีพจรยาว (长脉) และชีพจรสั้น (短脉) สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของลมปราณหรือชี่ (气) ในร่างกาย
- ความกว้างของชีพจร (脉宽) – แบ่งเป็นชีพจรใหญ่มีแรง (洪脉) และชีพจรเล็กบาง (细脉) สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของเลือดและลมปราณหรือชี่ (气) ในร่างกาย
- ความมีกำลังของชีพจร (脉力) – แบ่งเป็นชีพจรแกร่งมีกำลัง (实脉) และชีพจรพร่อง ขาดกำลัง (虚脉) ช่วยแบ่งแยกลักษณะพื้นฐานร่างกายแกร่ง-พร่องได้
- ลักษณะการไหลของชีพจร (流利度) – แบ่งเป็น ชีพจรลื่น (滑脉) และชีพจรฝืด (涩脉) สะท้อนถึงการไหลเวียนร่างกาย บ่งบอกถึงภายในมีเสมหะความชื้นอุดกั้น หรือ เลือดไหวเวียนติดขัดได้
- ความตึงของชีพจร (紧张度) – แบ่งเป็น ชีพจรตึง (弦脉) ชีพจรตึงแน่น (紧脉) และชีพจรช้าราบเรียบ (缓脉) สะท้อนได้ถึงการไหลเวียน รวมไปถึงสภาวะความเย็นสะสม ความตึงเครียด-ผ่อนคลาย
- ความสม่ำเสมอของชีพจร (均匀度) – ดูความสม่ำเสมอทั้งจังหวะและกำลัง แบ่งเป็น ชีพจรเร็วไม่สม่ำเสมอ (促脉) ชีพจรเต้นช้ามีจังหวะหยุดไม่สม่ำเสมอ (结脉) และ ชีพจรเต้นช้ามีจังหวะหยุดสม่ำเสมอ (代脉) บ่งบอกถึงระบบการไหลเวียนโดยเฉพาะระบบหัวใจ มักเกี่ยวข้องกับอาการที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ชีพจรของคนปกติที่หมอแมะใช้เป็นมาตรฐานเรียกว่า “ผิงม่าย 平脉” มีลักษณะไม่ลอยไม่จม เต้นสม่ำเสมอ ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไม่แรงไม่อ่อน แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ เพศ ฤดูกาล และรูปร่าง เช่น คนผอมมักมีชีพจรลอย คนอ้วนมักมีชีพจรจม หากพบลักษณะตรงข้ามอาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติในร่างกายได้
ในทางการแพทย์จีนมีการจำแนกชีพจรไว้ถึง 28 ชนิด เช่น ชีพจรลื่น (滑脉) มักพบในผู้ป่วยที่มีความชื้นเสมหะละสมในร่างกาย หรือชีพจรตึง (弦脉) สัมผัสคล้ายสายพิณ มักสัมพันธ์กับความเครียดหรือความดันโลหิตสูง
สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบปี ที่มีชีพจรค่อนข้างเล็กและไม่ชัดเจน แพทย์แผนจีนจะใช้วิธีตรวจดูเส้นเลือดที่นิ้วชี้แทนการแมะชีพจร โดยแบ่งตำแหน่งเป็นสามส่วน: ข้อปลายนิ้ว (风关) ข้อกลาง (气关) และข้อฝั่งโคนนิ้ว (命关) แต่ละระดับบ่งบอกถึงความรุนแรงของโรคตั้งแต่เบาไปจนถึงหนักและบ่งบอกตำแหน่งของปัจจัยก่อโรค รวมไปถึงดูความแข็งแรงของร่างกายเด็ก ผ่านขนาดของเส้นเลือดได้อีกด้วย
การแมะชีพจรเหมาะสำหรับใครบ้าง?
การแมะชีพจรเหมาะสำหรับทุกคนไม่จำกัดเพศและวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนต่อไปนี้:
- คนที่มีอาการป่วยเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัว ที่หาสาเหตุไม่ได้จากการแพทย์สมัยใหม่ เช่น ปวดเรื้อรัง ไมเกรน ภูมิแพ้ นอนไม่หลับ หรือปัญหาระบบย่อยอาหาร
- ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพราะการแมะชีพจรช่วยพบความผิดปกติหรือความไม่สมดุลภายในร่างกายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะมีอาการชัดเจน
- คนมีเครียดสูง นอนไม่หลับ หรือต้องการผ่อนคลาย การแมะชีพจรบอกได้ถึงภาวะลมปราณตับติดขัดจากความเครียด รวมไปถึงอวัยวะอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับด้านอารมณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา
- ผู้สูงวัย ที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากความเสื่อมของร่างกาย
- คนมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น ผู้หญิงที่มีปัญหาประจำเดือน หรือคนที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์
- คนที่อยากเสริมประสิทธิภาพการรักษาควบคู่กับการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
ที่ IMI Wellness เรามีประสบการณ์ดูแลคนไข้หลากหลายกลุ่มอาการ ตั้งแต่เด็กเล็กถึงผู้สูงอายุ ด้วยการรักษาที่ออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและอาการเฉพาะบุคคล
4 วิธีการแมะ ตรวจโรคทางศาสตร์แพทย์แผนจีน
การตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์แผนจีน มีด้วยกัน 4 วิธีหลัก ได้แก่ การมอง (望诊) การดมและการฟัง (闻诊) การซักประวัติ (问诊) การแมะชีพจร (脉诊) โดยใช้ทั้ง 4 วิธีร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมอาการเป็นองค์รวม โดยแต่ละวิธีมีจุดเด่น ดังนี้
1. การมอง
คือการดูสีหน้าว่าแดง คล้ำ เหลือง หรือซีด รวมถึงดูรูปร่างว่าอ้วนหรือผอม สังเกตรอยที่ผิวหนัง และดูรูปร่างลักษณะ สี และฝ้าบนลิ้น ซึ่งอาจเป็นสีแดง ชมพู ม่วง หรือมีฝ้าสีขาว สีเหลือง แตกต่างกันไป
2. การดม และการฟัง
คือการดมกลิ่นปาก กลิ่นตัว หรือกลิ่นผิดปกติอื่นๆ ส่วนการฟังคือการสังเกตน้ำเสียงระหว่างซักประวัติว่าดังหรือเบา รวมไปถึงฟังเสียงการหายใจ เพื่อประเมินสภาวะโรคอีกทางหนึ่ง
3. การซักประวัติอาการ
คือการถามอาการเจ็บป่วย ประวัติการรักษา และระยะเวลาของการเจ็บป่วย รวมไปถึงซักประวัติตามหลักแพทย์แผนจีนทั้ง 10 อย่าง เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับการวินิจฉัย ได้แก่
- ถามเรื่องความรู้สึกร้อนหนาว
- ถามเรื่องลักษณะที่เหงื่อออก ทั้งปริมาณและเวลาที่เหงื่อออก
- ถามเรื่องศีรษะและร่างกาย ว่ามีอาการบาดเจ็บบริเวณไหนบ้าง
- ถามเรื่องการขับถ่าย ทั้งการอุจจาระและปัสสาวะ
- ถามเรื่องการกินอาหาร ทั้งปริมาณ ความอยากอาหาร และประเภทอาหาร
- ถามถึงอาการบริเวณช่องท้องและทรวงอก
- ถามเรื่องหู และการได้ยิน
- ถามเรื่องความกระหายน้ำ
- ถามประวัติโรค และโรคประจำตัว
- ถามถึงสาเหตุการเกิดโรคปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าการซักประวัติอาการในทางแพทย์แผนจีนจะมีความละเอียด ในหลายครั้งคนไข้จึงมีความสงสัยว่า มาด้วยอาการเพียงหนึ่งอย่าง ทำไมแพทย์แผนจีนถึงถามอาการอื่นๆนอกเหนือจากอาการหลักที่มารักษา นั่นเป็นเพราะว่า แพทย์แผนจีนมองร่างกายเป็นองค์รวม เมื่อรักษาจำเป็นต้องปรับสมดุลทั้งร่างกาย จึงจำเป็นต้องมีการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้วินิจฉัยให้ตรงจุดที่สุด
4. การแมะชีพจร
คือการที่แพทย์แผนจีนหรือหมอแมะ ใช้นิ้วชี้ กลางและนางวางลงบนที่ข้อมือทั้งสองด้านเพื่อจับชีพจร ซึ่งทั้งสองด้านเป็นจุดสะท้อนอวัยวะที่แตกต่างกัน ช่วยให้แพทย์แผนจีนหรือหมอแมะสามารถประเมินสภาวะร่างกายและวินิจฉัยโรคได้แม่นยำ ตำแหน่งที่นิ้วชี้ เรียกว่า ชุ่น (寸) ตำแหน่งนิ้วกลางเรียกว่า กวน (关) และตำแหน่งนิ้วนางเรียกว่า ฉื่อ(尺) โดยจะแบ่งข้อมือทั้งสองด้านออกเป็น
ด้านซ้าย :
- ชุ่น (寸) – หัวใจและลำไส้เล็ก
- กวน (关) – ตับและถุงน้ำดี
- ฉื่อ (尺) -ไตและกระเพาะปัสสาวะ
ด้านขวา :
- ชุ่น (寸) – ปอดและลำไส้ใหญ่
- กวน (关) – ม้ามและกระเพาะอาหาร
- ฉื่อ (尺) -ไตหยาง มิ่งเหมิน
นอกจากนี้แพทย์แผนจีนยังพิจารณาถึงระดับความลึกตื้นของการจับชีพจร จังหวะและลักษณะการเต้นของชีพจร ไปจนถึงรูปร่างและขนาดของชีพจรด้วย
การแมะชีพจร มีข้อดีอย่างไร?
การแมะชีพจรเป็นหนึ่งในจุดเด่นการตรวจวินิจฉัยโรคของศาสตร์การแพทย์แผนจีน ที่ช่วยให้หมอแมะหรือแพทย์แผนจีนสามารถตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งอาจช่วยให้คนไข้ได้รับการดูแลรักษาหรือป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ช่วยชะลอการพัฒนาของโรค ซึ่งอาจลุกลามหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนไข้ โดยสามารถบอกทั้งอาการเจ็บป่วย ความแข็งแรงของแต่ละอวัยวะภายใน ความสมดุลของร่างกายผ่านมุมมองของแพทย์แผนจีน
ปัญหาสุขภาพที่การแมะชีพจรช่วยได้
การแมะชีพจรช่วยวินิจฉัยและเป็นแนวทางรักษาปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น:
- ปัญหาระบบย่อยอาหาร เช่น กรดไหลย้อน ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือลำไส้แปรปรวน
- ปัญหาระบบประสาท เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล เครียด หรือซึมเศร้า
- อาการปวดต่างๆ ทั้งปวดหัว ปวดหลัง ปวดคอ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ
- ปัญหาภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้ ผื่นผิวหนัง หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง
- โรคเรื้อรัง เช่น ความดันสูง เบาหวาน หรือโรคหัวใจ
- ปัญหาสุขภาพที่หาสาเหตุไม่พบ หรือปัญหาที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางห้องแล็บ
การวินิจฉัยด้วยวิธีแมะชีพจรช่วยให้หมอแมะค้นหาต้นเหตุของปัญหาสุขภาพในทางการแพทย์แผนจีน ผ่านมุมมองที่วิเคราะห์ร่างกายเป็นองค์รวม และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
ทำไมต้องมาตรวจชีพจรที่ IMI Wellness!
การแมะชีพจรเป็นศาสตร์การวินิจฉัยที่ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์สูง ที่ IMI Wellness เรามีทีมแพทย์แผนจีนที่มีประสบการณ์ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในไทย และจีนทั้งในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ทำทีมโดยแพทย์จีนหัวเฉียวรุ่นแรกในประเทศไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการแมะและวินิจฉัยโรคตามแนวทางแพทย์แผนจีนแบบดั้งเดิม พร้อมบูรณาการกับความเข้าใจในบริบทสุขภาพยุคปัจจุบัน แพทย์แผนจีนของเราสามารถออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลโดยการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของความไม่สมดุลในร่างกาย
สรุป
การแมะชีพจรหรือการจับชีพจรจากแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์โบราณที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของร่างกายแม้ในระยะเริ่มต้น รวมถึงบ่งบอกความสมดุลภายในร่างกายได้
ที่ IMI Wellness พร้อมให้คำปรึกษาและการรักษาที่เหมาะสม เรามุ่งมั่นให้การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่มีคุณภาพสูงสุด ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณได้รับการรักษาที่ตรงจุด ปรับร่างกายให้เข้าสู่สมดุลและมีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน
นัดหมายเพื่อรับการแมะจับชีพจรและปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์แผนจีนของเรา…
คำถามที่พบบ่อย
การแมะ ตรวจอะไรได้บ้าง?
การแมะชีพจรสามารถตรวจวินิจฉัยการทำงานของอวัยวะภายใน สภาวะเลือดและลมปราณ ความสมดุลร้อน-เย็นในร่างกาย รวมถึงความผิดปกติต่างๆ เช่น ภาวะชี่พร่อง เลือดพร่อง ตับร้อน ม้ามอ่อนแอ หรือไตเสื่อม การแมะยังช่วยใช้ประกอบการวิเคราะห์ความรุนแรงของโรคได้ ทำให้หมอแมะหรือแพทย์แผนจีนสามารถวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ชีพจรเท่าไหร่ถึงจะอันตราย?
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ชีพจรปกติขณะพักอยู่ที่ 60-100 ครั้ง/นาที ชีพจรต่ำกว่า 40 หรือสูงกว่า 120 ครั้ง/นาทีโดยไม่มีสาเหตุ ถือว่าอาจเป็นอันตราย ควรพบแพทย์ ส่วนในทางการแพทย์แผนจีนจะมีมุมมองต่อการจับชีพจร รวมไปถึงวิธีจับแตกต่างจากของแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งนอกจากอัตราเร็วแล้ว ยังพิจารณาจากคุณภาพการเต้น ความแรง และลักษณะอื่นๆ ร่วมด้วย หากชีพจรผิดปกติมาก เช่น เต้นไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหายเป็นจังหวะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ชีพจรขณะพักของหญิงตั้งครรภ์ปกติอยู่ที่เท่าไหร่?
ชีพจรขณะพักของหญิงตั้งครรภ์ปกติมักเร็วกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย โดยอยู่ที่ประมาณ 80-90 ครั้ง/นาที เนื่องจากร่างกายต้องส่งเลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์เพิ่มขึ้น ในทางการแพทย์แผนจีน ชีพจรของหญิงตั้งครรภ์จะมีลักษณะเฉพาะ เรียกว่า “ชีพจรลื่น” (Slippery pulse) ซึ่งแพทย์แผนจีนหรือหมอแมะ เมื่อทำการจับชีพจรจะรู้สึกได้ถึงไข่มุกหรือลูกปัดกลิ้ง ซึ่งเป็นลักษณะปกติของการตั้งครรภ์และบ่งบอกถึงการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น
ชีพจรที่คอเต้นแรงเกิดจากอะไร?
ชีพจรที่คอเต้นแรงผิดปกติอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจรั่ว โรคไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะโลหิตจาง หรือความเครียดและวิตกกังวล ในทางการแพทย์แผนจีน อาจบ่งชี้ถึงภาวะไฟหัวใจแกร่ง ไฟตับแกร่ง หรือเลือดพร่อง หากพบอาการนี้ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
IMI Wellness สถาบันสุขภาพการแพทย์เชิงบูรณาการ
中西医结合研究所
รักษาผู้ป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนจีนอย่างเต็มรูปแบบ ยินดีให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ
นำทีมโดยทีมแพทย์จุฬา เชียงใหม่ , แพทย์จีนปริญญาปักกิ่ง เซียงไฮ้ ,แพทย์จีนหัวเฉียวรุ่นแรกในประเทศไทย
สอบถามเพิ่มเติม
โทร : 061-6919145 (สาขาเพชรเกษม)
โทร : 099-2395365 (สาขาหลักสี่)
โทร : 084-2924795 (สาขาพัทยา)
โทร : 097-9216424 (สาขาภูเก็ต)
- อินบ็อก: m.me/imiwellnes
- เว็บไซต์: http://www.imiwellness.com/
- LINE@: https://lin.ee/8QaIeNf
- ที่ตั้ง: IMI WELLNESS สถาบันสุขภาพการแพทย์ผสมสผาน
- Google Map: https://goo.gl/maps/oYpQJENvEeZr9cYS9



