แมะชีพจร คืออะไร? ระหว่างชีพจรคนปกติกับคนป่วย ต่างกันอย่างไร?

แมะชีพจร ศาสตร์การวินิจฉัยโรคแผนจีนโบราณที่ช่วยบอกความผิดปกติของร่างกายก่อนมีอาการ เรียนรู้วิธีดูชีพจรคนปกติ-คนป่วย และประโยชน์ทางการแพทย์จาก IMI Wellness
แมะชีพจร คืออะไร? ระหว่างชีพจรคนปกติกับคนป่วย ต่างกันอย่างไร?
Page 3
สารบัญ

ในยุคที่ชีวิตเร่งรีบ หลายคนมองข้ามสัญญาณเตือนจากร่างกาย กว่าจะรู้ตัวก็มักสายเกินแก้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีวิธีตรวจจับความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการ “แมะชีพจร” เทคนิคการวินิจฉัยตโบราณที่ทั้งแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ที่ IMI Clinic สถาบันสุขภาพการแพทย์ผสมผสาน เรามีทีมแพทย์แผนจีนมากประสบการณ์พร้อมดูแลสุขภาพคุณแบบครบวงจรด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

แมะชีพจร คืออะไร?

การแมะชีพจรเป็นหนึ่งในการวินิจฉัยโรคตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยจะใช้นิ้วมือสามนิ้ว ได้แก่ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง วางเรียงกันบริเวณข้อมือด้านเดียวกับฝ่ามือฝั่งRadial ในข้อมือทั้งสองข้าง โดยแต่ละจุดจะสะท้อนการทำงานของอวัยวะภายในที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงขนาดและความถี่ของชีพจร ยังสามารถบ่งบอกได้ถึงพื้นฐานร่างกาย และอาการต่างๆได้

ลักษณะชีพจร (คนปกติ/คนป่วย)

ชีพจรเป็นเหมือนเสียงสะท้อนสุขภาพของร่างกาย โดยชีพจรของคนปกติและคนป่วยมีความแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งแพทย์แผนจีนหรือหมอแมะสามารถรับรู้ได้จากการจับชีพจร

ชีพจร คนปกติ

ชีพจรคนปกติเรียกว่า “ผิงม่าย 平脉” มีขนาดของชีพจรที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ สั้นยาวพอดี ไม่ลึกไม่ตื้น ไม่เร็วไม่ช้า การเต้นสม่ำเสมอ และไม่แรงไม่อ่อนจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ชีพจรคนปกติอาจเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ เวลา สภาพร่างกาย อารมณ์และสภาพแวดล้อม เช่น คนที่เพิ่งออกกำลังกายจะมีชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ

ชีพจร คนป่วย

ชีพจรคนป่วยมีลักษณะหลากหลายและซับซ้อน แต่ละแบบสามารถบอกอาการหรือความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ได้ เช่น ชีพจรพร่อง ขาดกำลัง (虚脉) เกิดมักจากภาวะพลังลมปราณพร่องหรือร่างกายอ่อนแอจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือชีพจรตึง (弦脉) ที่มักสัมพันธ์กับความเครียด ลมปราณตับติดขัด

เมื่อแพทย์แผนจีนได้ข้อมูลจากการแมะจับชีพจรแล้ว หมอจะวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น ใช้การยาจีน ฝังเข็ม ครอบแก้ว นวดจีนทุยหนา หรือวิธีอื่นๆ ขึ้นอยู่กับอาการและโรคของคนไข้ ซึ่งควรรักษากับแพทย์แผนจีนที่มีความชำนาญหรือมีประสบการณ์และมีใบประกอบโรคศิลปะจากกระทรวงสาธารณสุข

ชีพจรบอกสภาวะร่างกายได้อย่างไร?

การแมะชีพจรอาศัยหลักการที่ว่าชีพจรเกิดจากการเต้นของหัวใจซึ่งอาศัยการทำงานของหยางหัวใจและชี่หัวใจ โดยมีเลือดและหยินหัวใจเป็นองค์ประกอบสำคัญ ปอดควบคุมชี่ เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนเลือด ม้ามช่วยสร้างเลือดและควบคุมให้เลือดไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือด ตับเป็นแหล่งกักเก็บเลือด และไตเป็นแหล่งกักเก็บสารจิงซึ่งเป็นสร้างตั้งต้นแปรเปลี่ยนไปเป็นเลือด เมื่อชีพจรมีความเชื่อมโยงกับระบบอวัยวะภายในต่างๆจึงทำให้สะท้อนสภาวะการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้

การจับชีพจรสามารถบ่งบอกได้ถึงสภาวะความสมดุลในร่างกาย แม้ว่าอาการของโรคอาจจะยังไม่แสดงออกมาชัดเจน (脉病人不病)  การแมะจับชีพจรทำให้สามารถพยากรณ์โรคได้และสามารถป้องกันรักษาก่อนจะเกิดโรค ซึ่งเป็นแนวคิดจากคัมภีร์เน่ยจิง กล่าวว่า หมอที่ดีควรรักษาก่อนที่จะป่วย (上工治未病) นั่นคือการป้องกันก่อนจะเกิดโรคและหากป่วยแล้วก็ควรรักษาไม่ให้โรคพัฒนาหนักขึ้น 

นี่คือจุดเด่นของการแพทย์แผนจีนที่ช่วยให้หมอแมะตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้สามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ก่อนที่จะกลายเป็นโรครุนแรง

สิ่งที่หมอแมะพิจารณาเมื่อจับชีพจร มีอะไรบ้าง?

การแมะชีพจรเป็นหนึ่งในการตรวจวินิจฉัยในศาสตร์แพทย์แผนจีน มีความซับซ้อนและต้องใช้ประสบการณ์ โดยหมอจีนจะพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกันเพื่อวินิจฉัยสภาวะร่างกาย เทคนิคการจับชีพจรที่แพทย์แผนจีนใช้ประเมินมีปัจจัยสำคัญดังนี้ :

  • ระดับความตื้น-ลึกของชีพจร (脉位) – แบ่งเป็นชีพจรลอย (浮脉) (อยู่ตื้น) และชีพจรจม (沉脉) บ่งบอกถึงตำแหน่งของโรค ว่าอยู่ภายนอกหรือภายใน
  • ระดับความถี่เร็ว-ช้าของชีพจร (至数) – แบ่งเป็นชีพจรช้า (迟脉) และชีพจรเร็ว (数脉) สะท้อนถึงภาวะเย็น-ร้อนในร่างกาย
  • ความยาวของชีพจร (脉长) – แบ่งเป็นชีพจรยาว (长脉) และชีพจรสั้น (短脉) สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของลมปราณหรือชี่ (气)  ในร่างกาย
  • ความกว้างของชีพจร (脉宽) – แบ่งเป็นชีพจรใหญ่มีแรง (洪脉) และชีพจรเล็กบาง (细脉) สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของเลือดและลมปราณหรือชี่ (气) ในร่างกาย
  • ความมีกำลังของชีพจร (脉力) – แบ่งเป็นชีพจรแกร่งมีกำลัง (实脉) และชีพจรพร่อง ขาดกำลัง (虚脉) ช่วยแบ่งแยกลักษณะพื้นฐานร่างกายแกร่ง-พร่องได้
  • ลักษณะการไหลของชีพจร (流利度) – แบ่งเป็น ชีพจรลื่น (滑脉) และชีพจรฝืด (涩脉) สะท้อนถึงการไหลเวียนร่างกาย บ่งบอกถึงภายในมีเสมหะความชื้นอุดกั้น หรือ เลือดไหวเวียนติดขัดได้
  • ความตึงของชีพจร (紧张度) – แบ่งเป็น ชีพจรตึง (弦脉) ชีพจรตึงแน่น (紧脉) และชีพจรช้าราบเรียบ (缓脉) สะท้อนได้ถึงการไหลเวียน รวมไปถึงสภาวะความเย็นสะสม ความตึงเครียด-ผ่อนคลาย
  • ความสม่ำเสมอของชีพจร (均匀度) – ดูความสม่ำเสมอทั้งจังหวะและกำลัง แบ่งเป็น ชีพจรเร็วไม่สม่ำเสมอ (促脉) ชีพจรเต้นช้ามีจังหวะหยุดไม่สม่ำเสมอ (结脉) และ ชีพจรเต้นช้ามีจังหวะหยุดสม่ำเสมอ (代脉) บ่งบอกถึงระบบการไหลเวียนโดยเฉพาะระบบหัวใจ มักเกี่ยวข้องกับอาการที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ชีพจรของคนปกติที่หมอแมะใช้เป็นมาตรฐานเรียกว่า “ผิงม่าย 平脉” มีลักษณะไม่ลอยไม่จม เต้นสม่ำเสมอ ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไม่แรงไม่อ่อน แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ เพศ ฤดูกาล และรูปร่าง เช่น คนผอมมักมีชีพจรลอย คนอ้วนมักมีชีพจรจม หากพบลักษณะตรงข้ามอาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติในร่างกายได้

ในทางการแพทย์จีนมีการจำแนกชีพจรไว้ถึง 28 ชนิด เช่น ชีพจรลื่น (滑脉) มักพบในผู้ป่วยที่มีความชื้นเสมหะละสมในร่างกาย  หรือชีพจรตึง (弦脉) สัมผัสคล้ายสายพิณ มักสัมพันธ์กับความเครียดหรือความดันโลหิตสูง

สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบปี ที่มีชีพจรค่อนข้างเล็กและไม่ชัดเจน แพทย์แผนจีนจะใช้วิธีตรวจดูเส้นเลือดที่นิ้วชี้แทนการแมะชีพจร โดยแบ่งตำแหน่งเป็นสามส่วน: ข้อปลายนิ้ว (风关) ข้อกลาง (气关) และข้อฝั่งโคนนิ้ว (命关) แต่ละระดับบ่งบอกถึงความรุนแรงของโรคตั้งแต่เบาไปจนถึงหนักและบ่งบอกตำแหน่งของปัจจัยก่อโรค รวมไปถึงดูความแข็งแรงของร่างกายเด็ก ผ่านขนาดของเส้นเลือดได้อีกด้วย

การแมะชีพจรเหมาะสำหรับใครบ้าง?

การแมะชีพจรเหมาะสำหรับทุกคนไม่จำกัดเพศและวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนต่อไปนี้:

  • คนที่มีอาการป่วยเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัว ที่หาสาเหตุไม่ได้จากการแพทย์สมัยใหม่ เช่น ปวดเรื้อรัง ไมเกรน ภูมิแพ้ นอนไม่หลับ หรือปัญหาระบบย่อยอาหาร
  • ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพราะการแมะชีพจรช่วยพบความผิดปกติหรือความไม่สมดุลภายในร่างกายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะมีอาการชัดเจน
  • คนมีเครียดสูง นอนไม่หลับ หรือต้องการผ่อนคลาย การแมะชีพจรบอกได้ถึงภาวะลมปราณตับติดขัดจากความเครียด รวมไปถึงอวัยวะอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับด้านอารมณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา
  • ผู้สูงวัย ที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากความเสื่อมของร่างกาย
  • คนมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น ผู้หญิงที่มีปัญหาประจำเดือน หรือคนที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์
  • คนที่อยากเสริมประสิทธิภาพการรักษาควบคู่กับการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา

ที่ IMI Clinic เรามีประสบการณ์ดูแลคนไข้หลากหลายกลุ่มอาการ ตั้งแต่เด็กเล็กถึงผู้สูงอายุ ด้วยการรักษาที่ออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและอาการเฉพาะบุคคล

4 วิธีการแมะ ตรวจโรคทางศาสตร์แพทย์แผนจีน

การตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์แผนจีน มีด้วยกัน 4 วิธีหลัก ได้แก่ การมอง (望诊) การดมและการฟัง (闻诊) การซักประวัติ (问诊) การแมะชีพจร (脉诊) โดยใช้ทั้ง 4 วิธีร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมอาการเป็นองค์รวม โดยแต่ละวิธีมีจุดเด่น ดังนี้

1. การมอง

คือการดูสีหน้าว่าแดง คล้ำ เหลือง หรือซีด รวมถึงดูรูปร่างว่าอ้วนหรือผอม สังเกตรอยที่ผิวหนัง และดูรูปร่างลักษณะ สี และฝ้าบนลิ้น ซึ่งอาจเป็นสีแดง ชมพู ม่วง หรือมีฝ้าสีขาว สีเหลือง แตกต่างกันไป

2. การดม และการฟัง

คือการดมกลิ่นปาก กลิ่นตัว หรือกลิ่นผิดปกติอื่นๆ ส่วนการฟังคือการสังเกตน้ำเสียงระหว่างซักประวัติว่าดังหรือเบา รวมไปถึงฟังเสียงการหายใจ เพื่อประเมินสภาวะโรคอีกทางหนึ่ง

3. การซักประวัติอาการ

คือการถามอาการเจ็บป่วย ประวัติการรักษา และระยะเวลาของการเจ็บป่วย รวมไปถึงซักประวัติตามหลักแพทย์แผนจีนทั้ง 10 อย่าง เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับการวินิจฉัย ได้แก่ 

  • ถามเรื่องความรู้สึกร้อนหนาว
  • ถามเรื่องลักษณะที่เหงื่อออก ทั้งปริมาณและเวลาที่เหงื่อออก
  • ถามเรื่องศีรษะและร่างกาย ว่ามีอาการบาดเจ็บบริเวณไหนบ้าง
  • ถามเรื่องการขับถ่าย ทั้งการอุจจาระและปัสสาวะ
  • ถามเรื่องการกินอาหาร ทั้งปริมาณ ความอยากอาหาร และประเภทอาหาร
  • ถามถึงอาการบริเวณช่องท้องและทรวงอก
  • ถามเรื่องหู และการได้ยิน
  • ถามเรื่องความกระหายน้ำ
  • ถามประวัติโรค และโรคประจำตัว
  • ถามถึงสาเหตุการเกิดโรคปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าการซักประวัติอาการในทางแพทย์แผนจีนจะมีความละเอียด ในหลายครั้งคนไข้จึงมีความสงสัยว่า มาด้วยอาการเพียงหนึ่งอย่าง ทำไมแพทย์แผนจีนถึงถามอาการอื่นๆนอกเหนือจากอาการหลักที่มารักษา นั่นเป็นเพราะว่า แพทย์แผนจีนมองร่างกายเป็นองค์รวม เมื่อรักษาจำเป็นต้องปรับสมดุลทั้งร่างกาย จึงจำเป็นต้องมีการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้วินิจฉัยให้ตรงจุดที่สุด

4. การแมะชีพจร

คือการที่แพทย์แผนจีนหรือหมอแมะ ใช้นิ้วชี้ กลางและนางวางลงบนที่ข้อมือทั้งสองด้านเพื่อจับชีพจร ซึ่งทั้งสองด้านเป็นจุดสะท้อนอวัยวะที่แตกต่างกัน ช่วยให้แพทย์แผนจีนหรือหมอแมะสามารถประเมินสภาวะร่างกายและวินิจฉัยโรคได้แม่นยำ ตำแหน่งที่นิ้วชี้ เรียกว่า ชุ่น (寸) ตำแหน่งนิ้วกลางเรียกว่า กวน (关) และตำแหน่งนิ้วนางเรียกว่า ฉื่อ(尺) โดยจะแบ่งข้อมือทั้งสองด้านออกเป็น

ด้านซ้าย : 

  • ชุ่น (寸) – หัวใจและลำไส้เล็ก
  • กวน (关) – ตับและถุงน้ำดี
  • ฉื่อ (尺) -ไตและกระเพาะปัสสาวะ

ด้านขวา : 

  • ชุ่น (寸) – ปอดและลำไส้ใหญ่
  • กวน (关) – ม้ามและกระเพาะอาหาร
  • ฉื่อ (尺) -ไตหยาง มิ่งเหมิน

นอกจากนี้แพทย์แผนจีนยังพิจารณาถึงระดับความลึกตื้นของการจับชีพจร จังหวะและลักษณะการเต้นของชีพจร ไปจนถึงรูปร่างและขนาดของชีพจรด้วย

การแมะชีพจร มีข้อดีอย่างไร?

การแมะชีพจรเป็นหนึ่งในจุดเด่นการตรวจวินิจฉัยโรคของศาสตร์การแพทย์แผนจีน ที่ช่วยให้หมอแมะหรือแพทย์แผนจีนสามารถตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งอาจช่วยให้คนไข้ได้รับการดูแลรักษาหรือป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ช่วยชะลอการพัฒนาของโรค ซึ่งอาจลุกลามหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนไข้ โดยสามารถบอกทั้งอาการเจ็บป่วย ความแข็งแรงของแต่ละอวัยวะภายใน ความสมดุลของร่างกายผ่านมุมมองของแพทย์แผนจีน

ปัญหาสุขภาพที่การแมะชีพจรช่วยได้

การแมะชีพจรช่วยวินิจฉัยและเป็นแนวทางรักษาปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น:

  • ปัญหาระบบย่อยอาหาร เช่น กรดไหลย้อน ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือลำไส้แปรปรวน
  • ปัญหาระบบประสาท เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล เครียด หรือซึมเศร้า
  • อาการปวดต่างๆ ทั้งปวดหัว ปวดหลัง ปวดคอ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ
  • ปัญหาภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้ ผื่นผิวหนัง หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง
  • โรคเรื้อรัง เช่น ความดันสูง เบาหวาน หรือโรคหัวใจ
  • ปัญหาสุขภาพที่หาสาเหตุไม่พบ หรือปัญหาที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางห้องแล็บ

การวินิจฉัยด้วยวิธีแมะชีพจรช่วยให้หมอแมะค้นหาต้นเหตุของปัญหาสุขภาพในทางการแพทย์แผนจีน ผ่านมุมมองที่วิเคราะห์ร่างกายเป็นองค์รวม และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้องมาตรวจชีพจรที่ IMI Clinic!

การแมะชีพจรเป็นศาสตร์การวินิจฉัยที่ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์สูง ที่ IMI Clinic เรามีทีมแพทย์แผนจีนที่มีประสบการณ์ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในไทย และจีนทั้งในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ทำทีมโดยแพทย์จีนหัวเฉียวรุ่นแรกในประเทศไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการแมะและวินิจฉัยโรคตามแนวทางแพทย์แผนจีนแบบดั้งเดิม พร้อมบูรณาการกับความเข้าใจในบริบทสุขภาพยุคปัจจุบัน แพทย์แผนจีนของเราสามารถออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลโดยการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของความไม่สมดุลในร่างกาย

สรุป

การแมะชีพจรหรือการจับชีพจรจากแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์โบราณที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของร่างกายแม้ในระยะเริ่มต้น รวมถึงบ่งบอกความสมดุลภายในร่างกายได้

ที่ IMI Clinic พร้อมให้คำปรึกษาและการรักษาที่เหมาะสม เรามุ่งมั่นให้การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่มีคุณภาพสูงสุด ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณได้รับการรักษาที่ตรงจุด ปรับร่างกายให้เข้าสู่สมดุลและมีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน
นัดหมายเพื่อรับการแมะจับชีพจรและปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์แผนจีนของเรา…

คำถามที่พบบ่อย

การแมะ ตรวจอะไรได้บ้าง?

การแมะชีพจรสามารถตรวจวินิจฉัยการทำงานของอวัยวะภายใน สภาวะเลือดและลมปราณ ความสมดุลร้อน-เย็นในร่างกาย รวมถึงความผิดปกติต่างๆ เช่น ภาวะชี่พร่อง เลือดพร่อง ตับร้อน ม้ามอ่อนแอ หรือไตเสื่อม การแมะยังช่วยใช้ประกอบการวิเคราะห์ความรุนแรงของโรคได้ ทำให้หมอแมะหรือแพทย์แผนจีนสามารถวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

ชีพจรเท่าไหร่ถึงจะอันตราย?

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ชีพจรปกติขณะพักอยู่ที่ 60-100 ครั้ง/นาที ชีพจรต่ำกว่า 40 หรือสูงกว่า 120 ครั้ง/นาทีโดยไม่มีสาเหตุ ถือว่าอาจเป็นอันตราย ควรพบแพทย์ ส่วนในทางการแพทย์แผนจีนจะมีมุมมองต่อการจับชีพจร รวมไปถึงวิธีจับแตกต่างจากของแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งนอกจากอัตราเร็วแล้ว ยังพิจารณาจากคุณภาพการเต้น ความแรง และลักษณะอื่นๆ ร่วมด้วย หากชีพจรผิดปกติมาก เช่น เต้นไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหายเป็นจังหวะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ชีพจรขณะพักของหญิงตั้งครรภ์ปกติอยู่ที่เท่าไหร่?

ชีพจรขณะพักของหญิงตั้งครรภ์ปกติมักเร็วกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย โดยอยู่ที่ประมาณ 80-90 ครั้ง/นาที เนื่องจากร่างกายต้องส่งเลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์เพิ่มขึ้น ในทางการแพทย์แผนจีน ชีพจรของหญิงตั้งครรภ์จะมีลักษณะเฉพาะ เรียกว่า “ชีพจรลื่น” (Slippery pulse) ซึ่งแพทย์แผนจีนหรือหมอแมะ เมื่อทำการจับชีพจรจะรู้สึกได้ถึงไข่มุกหรือลูกปัดกลิ้ง ซึ่งเป็นลักษณะปกติของการตั้งครรภ์และบ่งบอกถึงการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น

ชีพจรที่คอเต้นแรงเกิดจากอะไร?

ชีพจรที่คอเต้นแรงผิดปกติอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจรั่ว โรคไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะโลหิตจาง หรือความเครียดและวิตกกังวล ในทางการแพทย์แผนจีน อาจบ่งชี้ถึงภาวะไฟหัวใจแกร่ง ไฟตับแกร่ง หรือเลือดพร่อง หากพบอาการนี้ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

IMI Clinic แพทย์แผนจีน(中医诊所)

ฝังเข็ม ยาจีน ครอบแก้ว นวดทุยหนา กัวซา รมยา
ยินดีให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ

“ปลดล็อก โรคเรื้อรัง”
ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ตรวจเชิงลึก วินิจฉัยตรงจุด หาสาเหตุที่แท้จริง

สอบถามเพิ่มเติม
📞 061-691-9145 (สาขาเพชรเกษม)
📞 099-239-5365 (สาขาหลักสี่)
📞 097-921-6424 (สาขาภูเก็ต)

Facebook: https://www.facebook.com/imiwellness/
Website: http://www.imiwellness.com/
LINE@: https://lin.ee/8QaIeNf

อรสิริ

แพทย์ผู้เขียนบทความ

อรสิริ วัฒนธรรม
แพทย์แผนจีน
Contact Us
สาขาหลักสี่
สาขา เพชรเกษม
สาขา ภูเก็ต
ติดต่อ IMI Wellness และทีมแพทย์แผนจีน