หูมีเสียง สัญญาณเตือนสุขภาพจากร่างกาย

แพทย์จีนอรสิริ วัฒนธรรมกับการดูแลอาการหูมีเสียงที่ IMI Wellness
หูมีเสียง สัญญาณเตือนสุขภาพจากร่างกาย
สารบัญ

คุณกำลังกังวลกับอาการหูมีเสียงอยู่ใช่ไหม? ไม่ว่าจะเป็นภาวะมีเสียงในหูคล้ายจักจั่นร้อง เสียงลมในหู หรือเสียงซ่าในหู บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเสียงในหูเหล่านี้เกิดจากอะไรในมุมมองของศาสตร์แพทย์แผนจีน พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลตัวเองและการรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อฟื้นฟูสมดุลร่างกายให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขอีกครั้ง โดยสามารถดูรายละเอียดการดูแลเพิ่มเติมได้ที่ บริการแพทย์แผนจีนของ IMI Clinic

หูมีเสียง คืออะไร?

อินโฟกราฟิกลักษณะเสียงและอาการร่วมของภาวะหูมีเสียง

อาการหูมีเสียง หรือ โณคเสียงดังในช่องหู (tinnitus) คือภาวะที่ผู้ป่วยได้ยินเสียงภายในหูหรือศีรษะ โดยไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากภายนอก เสียงที่ได้ยินอาจมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น เสียงจั๊กจั๋น เสียงลม เสียงซ่า หรือเสียงแหลมสูง บางรายอาจได้ยินเป็นช่วง ๆ ในขณะที่บางรายอาจได้ยินต่อเนื่องตลอดเวลาและอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น มีอาการหูอื้อ ปวดหู บ้านหมุน และเวียนศีรษะ หากคุณเริ่มมีเสียงในหูจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการนอนหลับ ควรรีบตรวจเช็กและดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อฟื้นฟูการได้ยินให้กลับมาทำงานได้อย่างปกติ

หูมีเสียง มีกี่ประเภท? มีสาเหตุจากอะไรบ้าง?

ทางการแพทย์แบ่งลักษณะของอาการหูมีเสียงออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

ประเภทที่ได้ยินเฉพาะผู้ป่วย (Subjective tinnitus)

เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยจะได้ยินเสียงเพียงคนเดียว เช่น เสียงหึ่ง เสียงลม หรือเสียงอื้อ สาเหตุอาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่

  • ความผิดปกติที่หูชั้นนอก: เช่น ขี้หูอุดตัน (Impacted earwax) หรือการอักเสบของหูชั้นนอก (Otitis externa)
  • ความผิดปกติที่หูชั้นกลาง: เช่น โรคหินปูนในหู (Otosclerosis) หรือของเหลวคั่งในหูชั้นกลาง (Otitis media with effusion)
  • ความผิดปกติที่หูชั้นใน: เช่น ภาวะน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) การเสื่อมของประสาทหูจากอายุ (Presbycusis) หรือการได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน
  • ความผิดปกติที่เส้นประสาทการได้ยิน: เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทหู (Vestibular schwannoma)
  • ความผิดปกติจากโรคประจำตัว: เช่น Hypertension หรือ Diabetes mellitus ซึ่งอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหู

ประเภทที่บุคคลอื่นได้ยินด้วย (Objective tinnitus)

เป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก แพทย์สามารถใช้หูฟังตรวจจับเสียงได้ มักมีแหล่งกำเนิดเสียงจริงภายในร่างกาย ผู้ป่วยมักได้ยินเสียงเป็นจังหวะตามชีพจร เช่น เสียงตุ้บ ๆ หรือเสียงฟู่ ๆ สาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น

  • ความผิดปกติของการเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ (Arteriovenous malformation)
  • ความผิดปกติของตำแหน่งหลอดเลือดบริเวณศีรษะหรือคอ
  • ภาวะหลอดเลือดแดงโป่งพอง (Cerebral aneurysm)

กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรค หูมีเสียง

อาการหูมีเสียงสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่จะมีประชากรบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเสียงในหูได้ง่ายกว่าปกติเนื่องจากไลฟ์สไตล์และสภาพร่างกาย ดังนี้

  • กลุ่มผู้สูงอายุ: ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่อวัยวะต่างๆ เริ่มเสื่อมถอยตามธรรมชาติ รวมถึงการทำงานของประสาทการได้ยิน
  • กลุ่มคนทำงานในเมือง: ผู้ที่มีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเป็น ออฟฟิศซินโดรม ทำให้กล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ตึงเครียด เลือดลมไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงศีรษะไม่สะดวก
  • ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง: เช่น พนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม ช่างก่อสร้าง นักดนตรี พนักงานสถานบันเทิง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย

หูมีเสียง รักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน

อวัยวะภายในที่เกี่ยวข้องกับหู ในทางแพทย์แผนจีน

อินโฟกราฟิกอวัยวะภายในที่เกี่ยวข้องกับหูและการได้ยินตามแพทย์แผนจีน

ในทางการแพทย์แผนจีนมองว่า อาการหูมีเสียง เชื่อมโยงกับสมดุลของอวัยวะภายใน ลมปราณ (气) เลือด (血) และระบบเส้นลมปราณ (经络) โดยอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหู ได้แก่ ตับ ไต และม้าม

  • ไต (肾) ถือเป็น “ทุนก่อนกำเนิด (先天之本)” ของร่างกาย เป็นรากฐานสำคัญของพลังชีวิตตั้งแต่กำเนิด มีหน้าที่เก็บสารจิงหรือสารสำคัญของชีวิต (精) เพื่อหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงหู เมื่ออายุมากขึ้น สารจิง (精) ในไตลดลง ทำให้การหล่อเลี้ยงหูลดลงและอาจทำให้การได้ยินเสื่อมลงได้
  • ตับ (肝) มีความสัมพันธ์กับส่วนบนของร่างกาย เช่น ศีรษะและสมอง หากเกิดภาวะอารมณ์โกรธหรือเครียดมาก อาจทำให้หยางของตับลอยสูง (肝阳上亢) ส่งผลให้เกิดอาการหูมีเสียง เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะได้
  • ม้ามและกระเพาะอาหาร (脾胃) ถือเป็น “ทุนหลังกำเนิด (后天之本)” ของร่างกาย เป็นแหล่งพลังงานและสารอาหารที่ร่างกายได้รับและสร้างขึ้นภายหลังการเกิด โดยม้ามและกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารเพื่อสร้างลมปราณและเลือด (气血) เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงหู หากการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ อาจทำให้การหล่อเลี้ยงศีรษะและหูลดลงได้

กลุ่มอาการหูมีเสียงตามศาสตร์แพทย์แผนจีน

อินโฟกราฟิกกลุ่มอาการหูมีเสียงแบบภาวะแกร่งและภาวะพร่องตามแพทย์แผนจีน

ในแพทย์แผนจีน อาการหูมีเสียงสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มอาการแกร่ง (实证) และ กลุ่มอาการพร่อง (虚证)

กลุ่มอาการแกร่ง (实证) มักเกิดจากปัจจัยก่อโรคหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น

  • ลมร้อนจากภายนอกเข้ากระทบ (风热侵袭证)
    อาการ: หูมีเสียงในระยะเริ่มต้น รู้สึกแน่นตึงในหู การได้ยินลดลง ร่วมกับอาการคัดจมูก น้ำมูก ปวดศีรษะ หรือไอ
  • ไฟตับขึ้นรุกราน (肝火上扰证)
    อาการ: หูมีเสียง มักกำเริบหลังจากอารมณ์โกรธหรือหงุดหงิด ร่วมกับปากขม คอแห้ง หน้าและตาแดง ปัสสาวะสีเหลือง ท้องผูก เจ็บเสียดชายโครง เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะ
  • เสมหะและไฟสะสม (痰火郁结证)
    อาการ: หูมีเสียงร่วมกับความรู้สึกตึงแน่นในหู หนักศีรษะ แน่นหน้าอก ไอมีเสมหะ หรือปากขม

กลุ่มอาการพร่อง (虚证) มักเกิดจากการอ่อนแอของอวัยวะภายในหรือการพร่องของสารสำคัญในร่างกาย เช่น

  • ม้ามและกระเพาะอาหารพร่อง (脾胃虚弱证)
    อาการ: หูมีเสียง มักเป็นมากขึ้นเมื่อร่างกายเหนื่อยล้า หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม สีหน้าไม่สดใส เบื่ออาหาร ท้องอืด หรือถ่ายเหลว
  • สารจิงของไตพร่อง (肾精亏损证)
    อาการ: หูมีเสียงเรื้อรัง ร่วมกับปวดเมื่อยเอวและเข่า เวียนศีรษะ ตาลาย ผมร่วง ฟันโยกคลอน ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน สมรรถภาพทางเพศลดลง หรือมีเหงื่อออกตอนกลางคืน

จะเห็นได้ว่า ในมุมมองแพทย์แผนจีนอาการหูมีเสียงไม่ได้เกิดจากปัญหาภายในหูเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสมดุลของอวัยวะภายใน ลมปราณ เลือด และเส้นลมปราณของร่างกายเป็นองค์รวมด้วย

การเลือกรับประทานอาหารเพื่อลดอาการหูมีเสียง

ในทางแพทย์แผนจีน อาหารเปรียบเสมือนยา การเลือกรับประทานอาหารให้สอดคล้องกับสภาวะร่างกาย จะช่วยฟื้นฟูอาการหูมีเสียงจากภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองปรับเปลี่ยนเมนูอาหารประจำวันตามคำแนะนำนี้

  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง: ของรสหวาน ของทอด ของมัน อาหารรสจัด น้ำเย็น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ เนื่องจากอาการเหล่านี้จะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้นได้
  • อาหารที่ควรรับประทาน: เน้นอาหารที่ช่วยบำรุงไต บำรุงเลือด เช่น งาดำ ถั่วดำ วอลนัท เก๋ากี้ (โกจิเบอร์รี่) พุทราจีน วัตถุดิบเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างพลังหยินของไต ลดปัญหาเสียงในหูที่เกิดจากความเสื่อมถอยตามวัยได้ดี

วิธีรักษาโรค หูมีเสียง ด้วยแพทย์แผนจีน

การรักษาอาการหูมีเสียงด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน เรามุ่งเน้นการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงจากภายในร่างกาย แพทย์จีนจะทำการแมะ ดูลิ้น ซักประวัติร่างกายอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยได้อย่างตรงจุดว่าเสียงดังในหูเกิดจากอะไร จากนั้นจึงวางแผนรักษาเพื่อฟื้นฟูสมดุลแบบองค์รวม

การฝังเข็ม

แพทย์จะใช้เข็มสำหรับฝังเข็ม ปักตามจุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหู และเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในเพื่อปรับสมดุลร่างกายร่วมด้วย เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ ช่วยเปิดการไหลเวียนที่ติดขัด และส่งเสริมให้เลือดและลมปราณไปหล่อเลี้ยงเส้นประสาทหูได้ดีขึ้น

การเลือกจุดฝังเข็มจะอาศัยการประเมินสภาพร่างกายและสาเหตุของอาการของแต่ละบุคคล ตามหลักการวินิจฉัยและรักษาแบบจำแนกกลุ่มอาการของแพทย์แผนจีน (辨证论治) เพื่อให้การรักษามีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การใช้ยาสมุนไพรจีน

แพทย์แผนจีนจะจัดตำรับยาสมุนไพรให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย ตามหลักการวินิจฉัยแบบจำแนกกลุ่มอาการ (辨证论治) เพื่อปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ระบายความร้อนตับในผู้ที่มีอาการหูมีเสียงจากความเครียด หรือบำรุงไตและหยินในผู้ที่หูมีเสียงจากภาวะเสื่อมตามวัย

สมุนไพรที่ใช้จะคัดเลือกจากสมุนไพรเฉพาะถิ่น (道地药材) และผ่านกระบวนการเตรียมยา (炮制) อย่างถูกต้อง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีและมีความปลอดภัย

การนวดทุยหนา

การนวดบำบัดตามศาสตร์แพทย์แผนจีนบริเวณต้นคอ บ่า และศีรษะ เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่สะสมจากการทำงาน เปิดเส้นลมปราณให้โล่งขึ้น ช่วยลดปัญหาเลือดไปเลี้ยงสมองและหูไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงในหูในกลุ่มคนทำงาน

หากต้องการรักษาโรค หูมีเสียง ทำไมต้องมาที่คลินิก IMI Clinic!

ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมุ่งเน้นการรักษาที่ต้นเหตุของปัญหา ไม่ได้เพียงบรรเทาอาการชั่วคราว แต่ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลของร่างกายจากภายใน

ที่ IMI Clinic เรามีทีมแพทย์แผนจีนผู้มีประสบการณ์ในการดูแลปัญหาหูมีเสียง พร้อมประเมินสภาวะร่างกายอย่างละเอียด และออกแบบแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคลตามหลักการแพทย์แผนจีน เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลของร่างกาย ลดความรบกวนจากเสียงในหู และช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ

สรุป

อาการหูมีเสียงอาจเป็นสัญญาณเตือนของความไม่สมดุลภายในร่างกาย หากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการใช้ชีวิตได้

ที่ IMI Clinic ทีมแพทย์แผนจีนจะตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการ และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลตามหลักแพทย์แผนจีน เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและลดความรบกวนจากเสียงในหู

คำถามที่พบบ่อย

หูมีเสียงอันตรายไหม ต้องรีบไปพบแพทย์หรือไม่?

อาการหูมีเสียงในระยะเริ่มต้นอาจดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนมีเสียงในหูดังต่อเนื่องตลอดเวลา หรือมีอาการร่วม เช่น เวียนศีรษะหรือบ้านหมุน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างเหมาะสม เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าระบบประสาทการได้ยินกำลังมีปัญหา

การได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถฟื้นฟูสมดุลของร่างกายได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฝังเข็มรักษาอาการมีเสียงในหูเจ็บไหม ใช้เวลานานเท่าไหร่?

การฝังเข็มเพื่อรักษาอาการมีเสียงในหูใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมาก โดยมีความบางประมาณ 0.1–0.3 มิลลิเมตร ผู้รับบริการมักรู้สึกเพียงตึงหรือหน่วงเล็กน้อยบริเวณจุดฝังเข็ม ซึ่งเป็นสัญญาณของการกระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณและเลือด

โดยทั่วไปการรักษาใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีต่อครั้ง และแพทย์แผนจีนจะดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการรักษา

หูมีเสียง สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ไหม?

โอกาสในการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักว่าเสียงดังในหูเกิดจากอะไร ระยะเวลาที่มีอาการ รวมถึงสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล หากเกิดจากความเครียดสะสมหรือการอุดตันของเลือดลม การรักษาด้วยสมุนไพรจีนร่วมกับการฝังเข็มจะช่วยปรับสมดุลให้หูมีเสียงวี๊ดลดลงจนคุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพองค์รวมเพื่อป้องกันไม่ให้อาการกลับมากวนใจอีก


เรียบเรียงโดย

แพทย์จีนอรสิริ วัฒนธรรม (หมออุ๋มอิ๋ม)

แพทย์จีนประจำ IMI Clinic

อรสิริ

แพทย์ผู้เขียนบทความ

อรสิริ วัฒนธรรม
แพทย์แผนจีน
Contact Us
สาขาหลักสี่
สาขา เพชรเกษม
สาขา ภูเก็ต
ติดต่อ IMI Wellness และทีมแพทย์แผนจีน