มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาปวดประจำเดือนที่คอยรบกวนการใช้ชีวิตส่วนตัว อาการปวดท้องประจำเดือนไม่ใช่เรื่องปกติที่ผู้หญิงควรทน โดยเฉพาะผู้ที่ปวดท้องเมนส์มากจนต้องพึ่งพายาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการเป็นประจำ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดท้องเมนส์ พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาที่เน้นการปรับสมดุลจากต้นเหตุ ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนผ่านบริการของเรา เพื่อช่วยให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องกังวลกับอาการปวดในทุกเดือนอีกต่อไป
อาการปวดประจำเดือน คืออะไร?
อาการปวดประจำเดือนหรือภาวะปวดท้องประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิง เกิดจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกเพื่อขับเลือดและของเสียออกมาตามรอบเดือน โดยมักมีลักษณะปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย และอาจร้าวไปถึงหลังส่วนล่าง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ในมุมมองแพทย์แผนจีน อาการนี้ถือเป็นสัญญาณของความไม่สมดุลภายใน โดยเฉพาะการไหลเวียนของชี่และเลือดที่ติดขัดหรืออ่อนแอจึงเกิดอาการปวด
ปวดประจำเดือน เกิดจากอะไร?

อาการปวดประจำเดือนเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งสาร Prostaglandins ในปริมาณสูงช่วงมีรอบเดือน ซึ่งสารนี้มีหน้าที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา หากหลั่งมากเกินไปจะทำให้มดลูกบีบตัวแรงและถี่ขึ้น จึงเกิดอาการปวดท้องเมนส์ที่รุนแรงได้ ในมุมมองแพทย์แผนจีน ภาวะนี้สอดคล้องกับการที่ชี่และเลือดไหลเวียนติดขัด และในขณะเดียวกัน หากร่างกายหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน
ทำไมผู้หญิงถึงมีอาการปวดประจำเดือน?
สาเหตุที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับอาการปวดท้องประจำเดือนนั้น ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนอธิบายว่าเกิดจากการไหลเวียนของชี่และเลือดในเส้นลมปราณติดขัด รวมถึงปัจจัยอย่างความเย็นสะสมในมดลูก หรือภาวะอวัยวะภายในอ่อนแอ เช่น ตับและไต ทำให้เกิดการไหลเวียนไม่ราบรื่นจนเกิดอาการปวด นอกจากนี้ แพทย์แผนจีนยังอธิบายการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้หญิงตามหลักรอบวัยทุก 7 ปี ซึ่งระบุว่าระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงจะเริ่มสมบูรณ์เมื่ออายุประมาณ 14 ปี และมีการเปลี่ยนแปลงของชี่และเลือดตามช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง หากในแต่ละช่วงวัยร่างกายไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด หรือรับประทานอาหารเย็นจัดบ่อย อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลสะสม และแสดงออกมาในรูปแบบของอาการปวดประจำเดือน
ลักษณะและสีของเลือดประจำเดือน บ่งบอกอะไร?

ในมุมมองของแพทย์แผนจีน ลักษณะและสีของเลือดประจำเดือนสามารถสะท้อนความสมดุลภายในร่างกายได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะชี่และเลือด รวมถึงความร้อน ความเย็น และการไหลเวียนในเส้นลมปราณ หากมีอาการปวดท้องประจำเดือน การสังเกตสีและลักษณะของเลือดจะสามารถช่วยประเมินสุขภาพเบื้องต้นได้
- เลือดสีแดงคล้ำและมีลิ่มเลือด : มักบ่งบอกถึงภาวะที่ชี่และเลือดไหลเวียนติดขัด หรือมีความเย็นสะสมในมดลูก ทำให้เกิดการอุดกั้น ส่งผลให้ปวดท้องเมนส์แบบปวดเกร็งและรุนแรง
- เลือดสีแดงสดและมีปริมาณมาก : สะท้อนถึงมีภาวะความร้อนในเลือด ที่ทำให้เลือดไหลแรงและเร็วผิดปกติ บางรายอาจมีรอบเดือนมาเร็วกว่าปกติ หรือมีอาการกระหายน้ำ ร้อนในร่วมด้วย
- เลือดสีซีดจางและมีปริมาณน้อย : มักเป็นสัญญาณของภาวะเลือดและชี่พร่อง ร่างกายขาดการหล่อเลี้ยงที่เพียงพอ จึงเกิดอาการปวดหน่วงร่วมกับความอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือรู้สึกไม่มีแรง
ปวดประจำเดือน มีกี่ประเภท?

ศาสตร์การแพทย์แผนจีนไม่ได้มองอาการปวดประจำเดือนเป็นอาการเดียวกันทั้งหมด แต่ได้แยกเป็นกลุ่มอาการตามสาเหตุของความไม่สมดุลภายใน โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ประมาณดังนี้
- ภาวะชี่ติดขัด มักสัมพันธ์กับความเครียดหรืออารมณ์ ทำให้ชี่ไหลเวียนไม่ดี เลือดจึงติดขัดตามไปด้วย อาการปวดจะเป็นลักษณะตึง แน่น บางครั้งปวดมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน และมักมีอารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย
- ภาวะเลือดคั่ง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย อาการปวดมักรุนแรงแบบเข็มแทงหรือเกร็งชัดเจน เลือดประจำเดือนสีคล้ำ มีลิ่มเลือด และมักปวดมากช่วงวันแรก ๆ ของรอบเดือน
- ภาวะความเย็นสะสมในมดลูก มักเกิดจากการรับประทานของเย็น หรือร่างกายพร่อง อาการปวดจะดีขึ้นเมื่อประคบร้อน เลือดมักสีคล้ำหรือไหลไม่สะดวก และรู้สึกหนาวง่าย
- ภาวะความร้อนในเลือด เลือดจะสีแดงสด ปริมาณมาก อาจมีอาการร้อนใน กระหายน้ำ หรือหงุดหงิดร่วมด้วย อาการปวดมักมาเร็วและรู้สึกร้อนบริเวณท้องน้อย
- ภาวะชี่และเลือดพร่อง มักพบในคนที่ร่างกายอ่อนแอหรือพักผ่อนไม่พอ อาการปวดจะเป็นแบบหน่วง ไม่รุนแรงมาก แต่เป็นนาน ร่วมกับอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
- ภาวะไตพร่อง เกี่ยวข้องกับพื้นฐานร่างกายในระยะยาว มักมีอาการปวดเมื่อยเอว เข่าอ่อนแรง หรือมีรอบเดือนผิดปกติร่วมด้วย
อาการปวดท้องประจำเดือนที่พบได้บ่อย
อาการปวดประจำเดือนที่ผู้หญิงหลายคนต้องเผชิญ มักเริ่มจากความรู้สึกปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย และอาจร้าวลงไปถึงสะโพกหรือหลังส่วนล่าง ในบางรายอาจมีอาการร่วม เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือปวดศีรษะอย่างหนัก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในมุมมองของแพทย์แผนจีน พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็มีผลอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผู้คนมักนิยมรับประทานของเย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง หรืออาหารดิบและสุกๆ ดิบๆ เป็นประจำ พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ความเย็นสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณมดลูกได้ง่าย เมื่อความเย็นสะสมจะทำให้การไหลเวียนของชี่และเลือดช้าลงและติดขัด ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนที่รุนแรงหรือปวดแบบเกร็งได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การปรับพฤติกรรมเล็กน้อย เช่น ลดของเย็น หันมารับประทานอาหารอุ่น และดูแลร่างกายให้สมดุล จะช่วยลดการสะสมของความเย็น และบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในระยะยาว
อาการปวดประจำเดือนแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?
แม้อาการปวดประจำเดือนจะเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในผู้หญิง แต่หากอาการปวดมีความรุนแรงหรือมีลักษณะผิดปกติ ก็ไม่ควรละเลย เพราะในมุมมองแพทย์แผนจีน นี่อาจเป็นสัญญาณของความไม่สมดุลภายในที่ลึกกว่าปกติ
หากคุณมีอาการปวดท้องเมนส์รุนแรงจนต้องพึ่งยาแก้ปวดเป็นประจำ หรือปวดมากจนกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น ทำงานหรือพักผ่อนไม่ได้ นี่อาจบ่งบอกถึงภาวะชี่และเลือดติดขัดหรือเลือดคั่งที่ควรได้รับการดูแลอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ หากมีอาการปวดต่อเนื่องยาวนานหลายวัน หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรอบเดือน รวมถึงมีลักษณะเลือดประจำเดือนผิดปกติ เช่น สีคล้ำ มีลิ่มเลือดจำนวนมาก หรือปริมาณมากหรือน้อยผิดปกติ ก็อาจสะท้อนถึงความไม่สมดุลของระบบภายใน เช่น ภาวะความเย็นสะสม ความร้อนในเลือด หรือภาวะพร่องของชี่และเลือด ในบางรายที่มีอาการร่วม เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลียมาก หน้ามืด หรือมีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ก็ยิ่งควรได้รับการประเมิน เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับและไตตามหลักแพทย์แผนจีน
วิธีดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการ ปวดประจำเดือน
เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน การดูแลตนเองอย่างถูกวิธีสามารถช่วยบรรเทาอาการและปรับสมดุลร่างกายได้ เช่นการเริ่มจากการประคบร้อนบริเวณท้องน้อย ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เส้นลมปราณคลายตัว เลือดไหลเวียนดีขึ้น และลดอาการปวดเกร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงของเย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง หรืออาหารดิบ เพราะจะทำให้ความเย็นสะสมและอาการปวดรุนแรงขึ้น การดื่มน้ำอุ่นหรือเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่น ๆ เช่น ขิงต้ม จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด และช่วยให้ร่างกายอบอุ่นจากภายใน นอกจากนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด เพราะอารมณ์มีผลต่อการไหลเวียนของชี่ โดยเฉพาะระบบของตับซึ่งเกี่ยวข้องกับรอบเดือนโดยตรง
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการ ปวดประจำเดือน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอถือเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ร่างกายกลับสู่สมดุลและลดความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนในรอบถัดไป ในมุมมองแพทย์แผนจีน การป้องกันเน้นการทำให้ชี่และเลือดไหลเวียนดี และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเย็น ความชื้น และความติดขัดในร่างกาย
- ออกกำลังกายเบาๆ: การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น โยคะ ยืดเหยียด หรือเดินเร็ว ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด ลดการอุดกั้นในเส้นลมปราณ
- ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร: ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด ของมัน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และน้ำเย็นจัด โดยเฉพาะช่วงก่อนมีรอบเดือน เพราะในมุมแพทย์แผนจีน อาหารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความร้อน ความเย็น ความชื้นสะสม ส่งผลให้การไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัดมากขึ้น
- จัดการความเครียด: ความเครียดมีผลโดยตรงต่อการไหลเวียนของชี่ โดยเฉพาะระบบของตับซึ่งควบคุมการไหลเวียนของพลังงานในร่างกาย หากชี่ติดขัดจะทำให้ปวดประจำเดือนได้ง่าย การพักผ่อนให้เพียงพอ การฝึกสมาธิ หรือการทำกิจกรรมผ่อนคลาย จะช่วยให้ระบบภายในทำงานได้อย่างสมดุลมากขึ้น
วิธีรักษาอาการ ปวดประจำเดือน ด้วยแพทย์แผนจีน
ในศาสตร์แพทย์แผนจีน อาการปวดประจำเดือนเกิดจากการไหลเวียนของเลือดและชี่ในเส้นลมปราณติดขัด รวมถึง ความเย็นสะสมในมดลูก (ภาวะมดลูกเย็น) การรักษาจึงมุ่งเน้น ปรับสมดุลร่างกายจากภายใน กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและพลังงาน ขจัดความเย็นสะสม เพื่อให้ระบบภายในของผู้หญิงกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์และลดอาการปวดอย่างยั่งยืน หากคุณสนใจเข้าปรึกษาแพทย์แผนจีน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริการของเรา
ฝังเข็มปรับสมดุล
การฝังเข็มจึงเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลจากภายใน โดยแพทย์แผนจีนจะทำการวินิจฉัยอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการซักประวัติ การตรวจลิ้น และการจับชีพจร เพื่อประเมินสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล จากนั้นจึงเลือกจุดลมปราณที่เหมาะสมในการฝังเข็ม เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือดให้เป็นปกติ เมื่อร่างกายเกิดความสมดุล การไหลเวียนในบริเวณอุ้งเชิงกรานจะดีขึ้น กล้ามเนื้อมดลูกมีการคลายตัว ลดการหดรัดที่เป็นสาเหตุของความเจ็บปวด ส่งผลให้อาการปวดประจำเดือนบรรเทาลงอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและฟื้นฟูได้ดีขึ้นในระยะยาว
การฝังเข็มจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และลดการพึ่งพายาแก้ปวด โดยเน้นการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา เพื่อให้ผู้หญิงสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ สบายกาย และมีสมดุลในทุกช่วงของรอบเดือน
ยาสมุนไพรจีน
ยาสมุนไพรจีนถูกนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูสมดุลจากภายใน โดยเน้นการปรับระบบการทำงานของร่างกายอย่างเป็นองค์รวม ไม่ใช่เพียงการบรรเทาอาการปวดชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา สมุนไพรจีนบางชนิดมีคุณสมบัติในการช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด บำรุงโลหิต ปรับสมดุลของชี่ และช่วยให้ระบบภายในทำงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้น เมื่อร่างกายกลับคืนสู่สมดุล อาการปวดประจำเดือนก็จะค่อย ๆ ลดลง พร้อมทั้งช่วยให้รอบเดือนมีความสม่ำเสมอ และร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น
การดูแลด้วยยาสมุนไพรจีนจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพในระยะยาว ลดการพึ่งพายาแก้ปวด และมุ่งเน้นการดูแลร่างกายในแบบองค์รวม เพื่อให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล ผ่อนคลาย และมีคุณภาพในทุกเดือนอย่างยั่งยืน ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สมุนไพรจีนที่ช่วยปรับสมดุลประจำเดือน
การครอบแก้ว
การครอบแก้วเป็นอีกหนึ่งวิธีการบำบัดในศาสตร์แพทย์แผนจีนที่มีมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือดให้เป็นไปอย่างสมดุล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี เมื่อการไหลเวียนติดขัด ร่างกายย่อมแสดงออกผ่านความเจ็บปวด ความตึงเครียด หรือความผิดปกติในระบบต่างๆ
กระบวนการครอบแก้วจะใช้แรงดูดจากถ้วยแก้ววางบนผิวหนังในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยระบายของเสียและลดการอักเสบในระดับหนึ่ง เมื่อเลือดและชี่ไหลเวียนได้ดีขึ้น อาการปวดและความไม่สบายตัวก็จะค่อยๆบรรเทาลง นอกจากนี้การครอบแก้วยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดสะสม และส่งเสริมการฟื้นฟูของร่างกายในภาพรวม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และมองหาวิธีธรรมชาติที่ไม่ต้องพึ่งพายา
หากต้องการรักษาอาการ ปวดประจำเดือน ทำไมต้องมาที่คลินิก IMI Wellness!
อาการปวดประจำเดือนอาจเป็นสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในมุมมองของศาสตร์การแพทย์แผนจีน อาการเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่สมดุลภายในร่างกาย โดยเฉพาะการไหลเวียนของชี่และเลือด รวมถึงภาวะความเย็นสะสมที่ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์โดยตรง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการเหล่านี้อาจเกิดซ้ำและรบกวนคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ที่ IMI Clinic เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพสตรีไม่ควรหยุดอยู่แค่การบรรเทาอาการเพียงชั่วคราว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูสมดุลของร่างกายจากภายในอย่างแท้จริง ทีมแพทย์แผนจีนของเราพร้อมให้การดูแลอย่างใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวินิจฉัยเชิงลึกผ่านการซักประวัติ ตรวจลิ้น และจับชีพจร เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการในแต่ละบุคคล เมื่อร่างกายได้รับการดูแลอย่างถูกจุด อาการปวดประจำเดือนจะค่อย ๆ บรรเทาลงอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งช่วยให้รอบเดือนมีความสม่ำเสมอมากขึ้น และส่งเสริมสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงในระยะยาว ที่ IMI Wellness เราพร้อมดูแลคุณด้วยความเข้าใจในศาสตร์แพทย์แผนจีนอย่างแท้จริง เพื่อให้คุณสามารถก้าวผ่านทุกช่วงของรอบเดือนได้อย่างมั่นใจ สบายกาย และไร้ความกังวล
สรุป
อาการปวดประจำเดือนเป็นสัญญาณของความไม่สมดุลภายในร่างกาย โดยเฉพาะภาวะชี่และเลือดไหลเวียนติดขัด รวมถึงความเย็นสะสมที่ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ แม้ยาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาได้ ที่ IMI Clinic เรามุ่งเน้นการรักษาเชิงลึกด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน โดยทีมแพทย์แผนจีนจะประเมินร่างกายอย่างละเอียด และออกแบบแนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล เพื่อปรับสมดุลจากภายใน ฟื้นฟูการทำงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถก้าวผ่านทุกช่วงของรอบเดือนได้อย่างมั่นใจ ผ่อนคลาย และไร้ความกังวลในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
ปวดท้องเมนส์ควรประคบร้อนบริเวณไหน?
แนะนำให้ประคบร้อนบริเวณท้องน้อยใต้สะดือและช่วงหลังส่วนล่าง ความร้อนจะช่วยคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ส่งผลให้อาการปวดลดลงและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
การฝังเข็มรักษาอาการปวดประจำเดือนเจ็บหรือไม่?
คลินิกของเราคัดสรรเข็มขนาดเล็กพิเศษจึงทำให้ความรู้สึกขณะรักษามีเพียงความหน่วงหรือตึงเล็กน้อยบริเวณจุดฝังเข็ม ซึ่งเป็นความรู้สึกปกติในศาสตร์แพทย์แผนจีน และเป็นสัญญาณว่าการไหลเวียนของพลังงานชี่กำลังถูกกระตุ้นเพื่อปรับสมดุลภายในร่างกาย
ต้องเข้ารับการรักษากี่ครั้ง อาการจึงจะเริ่มดีขึ้น?
ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปผู้รับการรักษามักเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นภายใน 1–2 รอบเดือน เมื่อได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์แผนจีน
เรียบเรียงโดย
แพทย์จีนสุชานาถ ศักดิ์ณรงค์เดช (หมอพลอย)
แพทย์จีนประจำ IMI Wellness



