แพทย์แผนจีน มีอะไรบ้าง? ปรับสมดุลร่างกาย รักษาโรคได้ครอบคลุม

แพทย์แผนจีน มีอะไรบ้าง ศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวมที่เน้นปรับสมดุลภายใน รักษาโรคได้ครอบคลุม ทั้งการฝังเข็ม สมุนไพร นวดทุยหนา และการครอบแก้ว - IMI Wellness
แพทย์แผนจีน มีอะไรบ้าง? ปรับสมดุลร่างกาย รักษาโรคได้ครอบคลุม
Page 4
สารบัญ

เมื่อพูดถึง “แพทย์แผนจีน” หลายคนอาจมีภาพจำของการแมะชีพจร การดื่มยาสมุนไพรที่มีรสขม หรือบางคนอาจยังสงสัยว่า แพทย์แผนจีนคืออะไร แพทย์แผนจีนรักษาโรคได้อย่างไร ในบทความนี้ IMI Wellness จะพาทุกท่านไปรู้จักแนวคิดของแพทย์แผนจีนให้ลึกยิ่งขึ้น ว่าแท้จริงแล้วศาสตร์นี้คืออะไร รักษาโรคได้อย่างไร และทำไมจึงได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ผสานภูมิปัญญาโบราณเข้ากับการดูแลยุคใหม่

แพทย์แผนจีน ศาสตร์การแพทย์ที่ครอบคลุมได้หลายโรค

แพทย์แผนจีน เป็นศาสตร์การแพทย์โบราณที่สืบทอดและพัฒนามานานนับพันปี จุดเด่นของการแพทย์แผนจีนคือแนวคิดการปรับสมดุลภายในร่างกาย เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจากต้นเหตุ ลดโอกาสเกิดโรคและส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหรือโรคเฉพาะทางต่างๆ และสามารถเลือกใช้การรักษาแพทย์แผนจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน ปัจจุบันคลินิกแพทย์แผนจีนมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่การบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อ อาการทางจิตใจ ไปจนถึงโรคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

หลักการของแพทย์แผนจีน

หัวใจสำคัญของการแพทย์แผนจีน คือการมองมนุษย์แบบองค์รวม (Holistic Approach) ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าทุกระบบในร่างกายล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม หากสมดุลถูกรบกวนหรือทำลาย จะนำไปสู่การเจ็บป่วยได้ แพทย์แผนจีนอธิบายความสัมพันธ์ของร่างกายผ่านหลักทฤษฎีสำคัญ เช่น ทฤษฎีหยินหยาง ทฤษฎีปัญจธาตุ (ธาตุไม้ ไฟ ดิน โลหะ น้ำ) ระบบลมปราณ (ชี่) และทฤษฎีอวัยวะภายใน ซึ่งทั้งหมดล้วนมุ่งเน้นไปที่การรักษาสมดุลของพลังชีวิตให้กลมกลืนและทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์ แนวทางการรักษาจึงไม่เพียงมุ่งบรรเทาอาการ แต่ยังเน้นการฟื้นฟูสมดุลภายใน บำรุงอวัยวะ และปรับวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคและสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน

แพทย์แผนจีน ครอบคลุมการรักษาอะไรได้บ้าง?

การแพทย์แผนจีนไม่ได้จำกัดเฉพาะการรักษาอาการใดอาการหนึ่ง แต่ครอบคลุมทั้งการดูแลร่างกายและจิตใจ ด้วยแนวคิดการปรับสมดุลของพลังชีวิต (ชี่) และระบบอวัยวะภายในให้ทำงานประสานกันอย่างสมดุล วิธีการรักษาจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับอาการและภาวะสุขภาพเฉพาะของแต่ละบุคคล เพื่อฟื้นฟูจากต้นเหตุและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้ยอมรับว่า “การแพทย์แผนจีน โดยเฉพาะการฝังเข็มและสมุนไพรจีน” มีประสิทธิผลในการรักษาโรคและอาการได้หลากหลายมากกว่า 100 รายการ เช่น

  • อาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ออฟฟิศซินโดรม หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
  • อาการทางระบบประสาท เช่น ไมเกรน, ปวดศีรษะ, อัมพฤกษ์, อัมพาต, ชาปลายมือปลายเท้า
  • โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน ท้องอืด ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย
  • กลุ่มอาการในสตรี เช่น ปวดประจำเดือน รอบเดือนมาไม่ปกติ วัยทอง ภาวะมีบุตรยาก
  • อาการเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้ ไอเรื้อรัง หอบหืด
  • อาการจากความเครียดและภาวะอารมณ์ เช่น วิตกกังวล นอนไม่หลับ ซึมเศร้า
  • การส่งเสริมสุขภาพ เช่น บำรุงร่างกาย ปรับสมดุล เสริมภูมิคุ้มกัน และชะลอวัย

ด้วยเหตุนี้ การแพทย์แผนจีนจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกในการรักษา แต่ยังเป็นศาสตร์ที่ช่วยเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูสมดุล และสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลอย่างองค์รวม ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

แพทย์แผนจีน มีอะไรบ้าง?

ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ แต่ละวิธีมีจุดเด่นและกลไกเฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและภาวะสมดุลของร่างกายของผู้ป่วย การเลือกใช้วิธีการรักษาจะอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เหมาะสมและปลอดภัยกับแต่ละบุคคล โดยเทคนิคสำคัญที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การฝังเข็ม การครอบแก้ว การกัวซา การนวดทุยหนา และการรมยา ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “การปรับสมดุลร่างกายให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ” เพื่อให้ร่างกายสามารถเยียวยาตนเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ

การฝังเข็ม คืออะไร?

การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นศาสตร์การรักษาหลักของแพทย์แผนจีน โดยใช้เข็มขนาดเล็กแทงเข้าสู่ “จุดฝังเข็ม” บนร่างกาย ซึ่งแต่ละจุดจะเชื่อมโยงกับเส้นลมปราณที่ควบคุมการไหลเวียนของพลังชีวิต (ชี่) และเลือด เมื่อกระตุ้นจุดเหล่านี้ จะช่วยให้พลังและเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลตามธรรมชาติ นอกจากนี้ การฝังเข็มยังได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าสามารถช่วยบรรเทาและรักษาโรคได้อย่างหลากหลาย ทั้งในด้านการลดอาการปวดและอักเสบ กระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินที่ช่วยคลายความเจ็บปวด ฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาท และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยไม่ต้องพึ่งยา กล่าวได้ว่า การฝังเข็มเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่ต้องการบำบัดอาการเรื้อรัง และผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพอย่างเป็นธรรมชาติ

ในประเทศไทย ผู้ที่สามารถฝังเข็มเพื่อรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องเป็น

  • แพทย์แผนจีน ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน จากกระทรวงสาธารณสุข หรือ
  • แพทย์แผนปัจจุบัน ที่ผ่านการอบรมและฝึกฝนวิชาการฝังเข็มจากหลักสูตรที่ได้รับการรับรองโดยหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ที่สนใจเข้ารับการฝังเข็มควรเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิกที่มีแพทย์แผนจีนหรือแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ฝังเข็ม ช่วยอะไรได้บ้าง?

ตามแนวคิดของศาสตร์แพทย์แผนจีนมองว่าหนึ่งในปัจจัยของความเจ็บป่วยเกิดจากการไหลเวียนของพลังชีวิตหรือ “ชี่” ที่ติดขัด การฝังเข็มจึงช่วยกระตุ้นให้พลังชี่และเลือดไหลเวียนดีขึ้น ฟื้นฟูสมดุลของร่างกาย และเสริมการทำงานของอวัยวะภายใน ดังนั้นประโยชน์ของการฝังเข็ม ได้แก่

  • บรรเทาอาการปวด ปวดหลัง ปวดคอ ไมเกรน ออฟฟิศซินโดรม
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการไหลเวียนเลือด เพิ่มพลังชีวิต
  • ช่วยระบบย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเสีย กรดไหลย้อน
  • ปรับสมดุลฮอร์โมน รอบเดือนผิดปกติ วัยทอง ภาวะมีบุตรยาก
  • ผ่อนคลายความเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ ซึมเศร้า
  • ดูแลผิวพรรณ ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง ลดความหมองคล้ำ

ฝังเข็ม เหมาะกับใคร?

การรักษาด้วยฝังเข็มเหมาะกับผู้ที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและเน้นการฟื้นฟูสมดุลในร่างกาย โดยเฉพาะ

  • ผู้มีอาการปวดเรื้อรัง: ปวดคอ, ปวดหลัง, ปวดข้อ
  • ผู้มีอาการทางระบบประสาท: อัมพฤกษ์, อัมพาต, ไมเกรน
  • ผู้มีอาการจากความเครียด: วิตกกังวล, นอนไม่หลับ, ซึมเศร้า
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงสุขภาพ: เสริมภูมิคุ้มกัน, ฟื้นฟูสมดุลฮอร์โมน
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

ข้อดีของการฝังเข็ม

ข้อดีของการฝังเข็มอยู่ที่การบูรณาการความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ได้แก่

  • ลดการใช้ยา: ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดโดยไม่ต้องใช้ยา
  • ปรับสมดุลร่างกาย: ฟื้นฟูการไหลเวียนลมปราณและเลือด
  • เสริมภูมิคุ้มกัน: กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ลดอาการอักเสบ: ช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นฟูได้ดีขึ้น
  • ผ่อนคลายความเครียด: ทำให้จิตใจสงบ หลับสบายขึ้น

การครอบแก้ว คืออะไร?

การครอบแก้ว (Cupping) เป็นอีกหนึ่งหัตถการที่สำคัญในการรักษาของแพทย์แผนจีนที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยใช้อุปกรณ์ เช่น แก้ว เขาสัตว์ หรือไม้ไผ่ สร้างภาวะสุญญากาศบนผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและพลังชี่ในบริเวณนั้น การดูดสุญญากาศจะช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยคลายความตึงของเส้นลมปราณ ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน การครอบแก้วถือเป็นการ “เปิดทางให้เลือดและพลังชี่ไหลเวียนอย่างอิสระ” ช่วยฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและปรับสมดุลหยินหยางให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติ อีกทั้งยังช่วยเสริมการทำงานของอวัยวะภายในและระบบภูมิคุ้มกัน หัตถการนี้มักถูกนำมาใช้ ควบคู่กับการฝังเข็ม เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรักษา เพิ่มความผ่อนคลาย และกระตุ้นการฟื้นฟูของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของประเทศไทย การครอบแก้วอนุญาตให้ดำเนินการได้เฉพาะโดย “แพทย์แผนจีนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ” เท่านั้น ผู้ที่สนใจเข้ารับการรักษาควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย มาตรฐาน และผลลัพธ์ทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

การครอบแก้ว ช่วยอะไรได้บ้าง?

เทคนิคการครอบแก้วสามารถบรรเทาอาการและช่วยฟื้นฟูร่างกายได้หลายด้าน

  • บรรเทาอาการปวด ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย ออฟฟิศซินโดรม
  • ขับสารพิษ กระตุ้นระบบการขับของเสีย
  • เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายต้านทานโรคได้ดีขึ้น
  • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ คลายความตึงเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
  • ปรับสมดุลร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนโลหิตและลมปราณ

การครอบแก้ว เหมาะกับใคร?

การครอบแก้วเหมาะสำหรับกลุ่มผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ

  • ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง, ปวดคอ, ออฟฟิศซินโดรม
  • ผู้ที่ต้องการขับสารพิษ ลดของเสียในร่างกาย
  • ผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเจ็บป่วยซ้ำ
  • ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกไม่สดชื่น
  • ผู้ที่สนใจการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

ข้อดีของการครอบแก้ว

ข้อดีของการครอบแก้วโดดเด่นในด้านการกระตุ้นระบบไหลเวียนและลดอาการอักเสบ

  • เพิ่มการไหลเวียนโลหิต: ส่งเสริมให้ร่างกายฟื้นฟูได้รวดเร็ว
  • ขจัดสารพิษ: ขับของเสียสะสมออกจากร่างกาย
  • บรรเทาอาการปวด: เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
  • เสริมภูมิคุ้มกัน: ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วย
  • รู้สึกผ่อนคลาย: ทำให้หลับสบายและร่างกายสดชื่น

การกัวซา คืออะไร?

การกัวซา (Guasha) เป็นอีกหนึ่งหัตถการที่สำคัญในการรักษาและดูแลสุขภาพในศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยใช้อุปกรณ์ เช่น หยกหรือเขาสัตว์ ขูดไปตามผิวหนังและแนวเส้นลมปราณ เทคนิคนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วย ขับของเสียและพิษสะสมออกจากร่างกาย ลดการติดขัดของพลังงาน ฟื้นฟูระบบไหลเวียน และเสริมการทำงานของอวัยวะภายใน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสมดุลภายใน บำรุงสุขภาพในระยะยาว หรือคลายอาการเมื่อยล้าและความตึงเครียดจากการทำงาน

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของประเทศไทย การรักษาด้วยวิธีกัวซาอนุญาตให้ดำเนินการได้เฉพาะโดย “แพทย์แผนจีนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ” เท่านั้น ผู้ที่สนใจเข้ารับการรักษาควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย มาตรฐาน และผลลัพธ์ทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

การกัวซา ช่วยอะไรได้บ้าง?

การกัวซาสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน ดังนี้

  • ขับสารพิษ ช่วยกระตุ้นการระบายของเสียและพิษที่สะสมในร่างกาย
  • กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณให้ดูสดใส มีเลือดฝาด
  • บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดอาการตึงเกร็งและปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานหนักหรือใช้อิริยาบถซ้ำๆ
  • เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วย เสริมสุขภาพให้แข็งแรง
  • ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งผลให้นอนหลับสบายขึ้น

การกัวซา เหมาะกับใคร?

การกัวซาเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงฟื้นฟูและป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องการดีท็อกซ์ร่างกาย เพื่อขจัดของเสียและสารพิษสะสม
  • ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดศีรษะจากความเครียด หรือออฟฟิศซินโดรม
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวแลดูสุขภาพดีจากภายใน
  • ผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน  โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วย
  • ผู้ที่มีความเครียดสะสม เพื่อช่วยคลายความตึงและฟื้นฟูสมดุลทางอารมณ์

ข้อดีของการกัวซา

การกัวซามีจุดเด่นทั้งในด้านการฟื้นฟูร่างกายและดีท็อกซ์สุขภาพ ช่วยให้ร่างกายกลับสู่สมดุลอย่างเป็นธรรมชาติ

  • กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลมปราณ: ส่งเสริมสุขภาพโดยรวม
  • ขับของเสีย: ลดการสะสมของสารพิษในร่างกาย
  • บรรเทาอาการปวดเมื่อย: เหมาะสำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
  • ฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน: ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  • เสริมความงาม: ฟื้นฟูผิวพรรณให้ดูสดใส

การนวดทุยหนา คืออะไร?

การนวดทุยหนา (Tui Na Massage) เป็นศิลปะการนวดบำบัดเฉพาะทางของแพทย์แผนจีน ใช้การนวดไปตามแนวเส้นลมปราณ เพื่อปรับสมดุลของร่างกายและกระตุ้นการไหลเวียนของพลังชี่และเลือด การนวดทุนหนาในศาสตร์แพทย์จีนนี้แตกต่างจากการนวดทั่วไป เพราะไม่เพียงช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แต่ยังช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนทั้งเลือดและลมปราณ ฟื้นฟูพลังงานของอวัยวะภายใน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ลดอาการบวม อักเสบ หรือปวดตึงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน และสร้างความสมดุลให้ร่างกายโดยรวม

การนวดทุยหนา ช่วยอะไรได้บ้าง?

ประโยชน์ของการนวดทุยหนาสามารถเห็นผลได้หลายด้าน

  • ฟื้นฟูการไหลเวียนลมปราณ: ขับความเย็น ขจัดลมและความชื้น
  • บรรเทาอาการปวด: ลดอาการเกร็งและปวดกล้ามเนื้อ
  • บำรุงข้อต่อและเส้นเอ็น: เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อ
  • เสริมภูมิคุ้มกัน: ส่งเสริมสุขภาพโดยรวม
  • ผ่อนคลายความเครียด: ทำให้ร่างกายรู้สึกสบายขึ้น

การนวดทุยหนา เหมาะกับใคร?

การนวดทุยหนาเหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

  • ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ: คอ บ่า ไหล่ หลัง
  • ผู้ที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ: รู้สึกเมื่อยล้า
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงข้อต่อ: ปวดข้อ ข้อติด
  • ผู้สูงวัยที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน: เสริมสุขภาพและความแข็งแรง
  • ผู้ที่ต้องการผ่อนคลายจากความเครียด

ข้อดีของการนวดทุยหนา

ข้อดีของการนวดทุยหนาเห็นได้ชัดในด้านการฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

  • ปรับสมดุลระบบไหลเวียน: กระตุ้นเลือดและลมปราณ
  • บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง: ลดความตึงของกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย: ข้อต่อและเส้นเอ็นแข็งแรงขึ้น
  • ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน: ฟื้นฟูร่างกายให้มีสุขภาพดี
  • ลดความเครียด: ทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย

การรมยา คืออะไร?

การรมยา (Moxibustion) เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาในศาสตร์แพทย์แผนจีนที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยใช้สมุนไพรจีนชื่อ “อ้ายเย่” มาตากแห้งและปั้นเป็นแท่งหรือกรวย แล้วจุดไฟให้เกิดความร้อน ก่อนวางไว้บนหรือใกล้บริเวณจุดฝังเข็มบนร่างกาย ความร้อนและสรรพคุณของสมุนไพรตัวนี้จะช่วย กระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณและเลือด เพิ่มพลังชี่ ขับความเย็นออกจากร่างกาย และปรับสมดุลของอวัยวะภายในให้ทำงานได้ดีขึ้น การรมยาจึงถูกนำมาใช้เพื่อ บรรเทาอาการปวด ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่มีภาวะเรื้อรังหรือร่างกายอ่อนแอ ถือเป็นหนึ่งในหัตถการที่ช่วยเสริมผลการรักษาให้กับวิธีอื่น ๆ ของแพทย์แผนจีน เช่น การฝังเข็มหรือการครอบแก้ว เพื่อให้การฟื้นฟูร่างกายมีประสิทธิภาพสูงสุด

การรมยา ช่วยอะไรได้บ้าง?

ศาสตร์แพทย์แผนจีนมีแนวคิดว่า “โรคส่วนใหญ่เกิดจากความเย็น ความชื้น และการติดขัดของพลังชี่” ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและร่างกายสูญเสียสมดุลของหยินหยาง การรมยาจึงเป็นวิธีบำบัดที่ใช้ความร้อนจากสมุนไพรจีนชื่อ “อ้ายเย่ ” เพื่อขับความเย็นและฟื้นฟูพลังหยางภายในร่างกาย โดยสรรพคุณสำคัญของการรมยาในเชิงแพทย์แผนจีน ได้แก่

  • ขับความเย็น–ขจัดความชื้น ความร้อนจากอ้ายเย่ช่วยกระจายความอบอุ่นเข้าสู่เส้นลมปราณ ขับพลังชี่ที่ติดขัด และลดอาการจาก “พลังเย็น” เช่น มือเท้าเย็น ปวดข้อจากความเย็น หรือประจำเดือนมาน้อย
  •  กระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด ช่วยเปิดเส้นลมปราณที่อุดตัน ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการปวดเมื่อย บวม และชาตามปลายมือปลายเท้า
  • เสริมพลังหยาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยางพร่อง เช่น เหนื่อยง่าย หนาวง่าย ระบบย่อยอ่อนแรง หรือภูมิต้านทานต่ำ
  • ปรับสมดุลหยินหยาง การรมยาช่วยคืนสมดุลระหว่างพลังเย็น (หยิน) และพลังร้อน (หยาง) ภายในร่างกาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดี
  • บำรุงเลือดและเสริมระบบสตรี ใช้บำบัดภาวะเลือดเย็น เลือดพร่อง หรือประจำเดือนผิดปกติ ฟื้นฟูมดลูกให้แข็งแรง
  • ป้องกันโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ป้องกันการรุกรานของลมและความเย็น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคตามฤดูกาล

การรมยาเป็นศาสตร์แห่ง “การอุ่นภายใน” ที่มุ่งคืนสมดุลให้กับร่างกายจากต้นเหตุของความไม่สมดุล เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเย็นเรื้อรัง เหนื่อยล้า มือเท้าเย็น หรือระบบย่อยอ่อนแรง และเป็นหนึ่งในวิธีฟื้นฟูสุขภาพที่อ่อนโยนแต่ทรงพลังในศาสตร์แพทย์แผนจีน

การรมยา เหมาะกับใคร?

การรมยาเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงสุขภาพ ฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลของร่างกายแบบองค์รวมตามศาสตร์แพทย์แผนจีน เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีภาวะ “หยางพร่อง” หรือมีความเย็นสะสมในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้ระบบไหลเวียนและพลังชี่ทำงานได้ไม่เต็มที่ กลุ่มบุคคลที่เหมาะกับการรมยา ได้แก่

  • ผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง  เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ปวดเข่า หรืออาการเจ็บปวดจากลมปราณติดขัด
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดพร่องหรือเลือดเย็น  โดยเฉพาะสตรีที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดประจำเดือน หรือมีภาวะมดลูกเย็น
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ  เจ็บป่วยง่าย เป็นหวัดบ่อย หรือมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายและชะลอวัย  โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะเสื่อมของอวัยวะต่างๆ

กล่าวได้ว่า การรมยาเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ช่วย “อุ่นภายในและฟื้นฟูภายนอก” เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมพลังและรักษาสมดุลของร่างกายอย่างอ่อนโยนตามหลักแพทย์แผนจีน

ข้อดีของการรมยา

การรมยามีจุดเด่นในด้านการฟื้นฟูสุขภาพและปรับสมดุลร่างกายอย่างเป็นองค์รวมตามหลักแพทย์แผนจีน ถือเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่อ่อนโยนแต่ทรงพลัง เหมาะสำหรับทั้งการบำบัดและการป้องกันโรคในระยะยาว

  • ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ฟื้นฟูสมดุลในร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการส่งพลังงานไปยังอวัยวะต่าง ๆ
  • เสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นพลังหยางและระบบป้องกันโรคของร่างกาย ทำให้แข็งแรงและเจ็บป่วยยากขึ้น
  • บรรเทาอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ลดอาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หรือภาวะร่างกายเย็นเรื้อรังได้อย่างต่อเนื่อง
  • เหมาะสำหรับการดูแลระยะยาว ใช้ร่วมกับหัตถการอื่น เช่น ฝังเข็ม หรือครอบแก้ว เพื่อเสริมผลการรักษาและเร่งการฟื้นฟู
  • ปลอดภัยและเน้นการฟื้นฟูจากธรรมชาติ ใช้พลังความร้อนจากสมุนไพรจีนแทนยาเคมี ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูด้วยกลไกตามธรรมชาติ

การตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์แผนจีน

การวินิจฉัยโรคในแพทย์แผนจีนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยใช้หลัก “ซื่อเจิ่น” หรือการตรวจ 4 ประการ ซึ่งประกอบด้วยการมองดู การฟังและดมกลิ่น การถาม และการจับแมะชีพจร การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบร่างกายโดยรวม วิเคราะห์ทั้งสภาพร่างกาย สภาพแวดล้อม และอารมณ์ เพื่อระบุจุดเสียสมดุล และนำไปสู่การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

การมองดู (望诊)

การมองดู เป็นการตรวจสอบภายนอก เช่น สีหน้า ลักษณะลิ้น การเคลื่อนไหวท่าทาง รวมถึงการดูการแสดงออกของจิตใจและอารมณ์ การสังเกตเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์แผนจีนประเมินภาวะภายในของร่างกายได้แม่นยำ เช่น สีลิ้นผิดปกติอาจบ่งบอกถึงปัญหาในอวัยวะภายใน

การฟังและการดมกลิ่น (闻诊)

การฟังเสียงและการดมกลิ่นในแพทย์แผนจีนจะเน้นไปที่การฟังเสียงพูด เสียงหายใจ และกลิ่นที่ร่างกายขับออกมา เช่น กลิ่นปาก กลิ่นเหงื่อ หรือกลิ่นตัว เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายใน ซึ่งแต่ละกลิ่นหรือเสียงมีความเกี่ยวข้องกับโรคเฉพาะอย่าง

การถาม (问诊)

การถามในแพทย์แผนจีนจะเน้นประวัติผู้ป่วยโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นอาการร้อนเย็น พฤติกรรมการกิน การนอนหลับ ประวัติการเจ็บป่วยเดิม หรือประจำเดือนในสตรี การซักประวัติเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างอาการต่าง ๆ เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพ

การจับแมะชีพจร (切诊)

วิธีนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการตรวจของแพทย์แผนจีน แพทย์จะใช้นิ้วสัมผัสชีพจรที่ข้อมือของผู้ป่วย เพื่อตรวจสอบแรงและจังหวะของชีพจร อันเป็นข้อมูลสำคัญในการระบุสภาวะสมดุลในร่างกาย การจับชีพจรและคลำจะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญสูง

วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคโดยการตรวจชีพจร

การตรวจชีพจร (การแมะ) เป็นหนึ่งในวิธีวินิจฉัยที่สำคัญของแพทย์แผนจีน โดยแพทย์แผนจีนจะใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางสัมผัสชีพจรบริเวณข้อมือทั้งสองข้าง เพื่อประเมินการทำงานของอวัยวะภายในและภาวะสมดุลของพลังหยินหยาง รวมถึงการไหลเวียนของพลังชี่และเลือดภายในร่างกาย

ในศาสตร์แพทย์แผนจีน มองว่าชีพจรในแต่ละตำแหน่งทั้งส่วนตื้นและส่วนลึกของข้อมือสะท้อนถึงการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด ตับ ม้าม ไต เป็นต้น การตรวจชีพจรจึงต้องอาศัยทั้งความละเอียด ประสบการณ์และสมาธิของแพทย์แผนจีน ในการจับความแตกต่างของแรง ความเร็ว ความลึก และจังหวะการเต้นของชีพจร

เทคนิคนี้ถือเป็น “หัวใจของการวินิจฉัย” เพราะช่วยให้แพทย์แผนจีนเข้าใจถึงต้นเหตุของความไม่สมดุลในร่างกายได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นภาวะพลังพร่อง เลือดอุดกั้น ความเย็น ความร้อน หรือความชื้นเกิน ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล กล่าวได้ว่า การตรวจชีพจรเป็นศาสตร์ที่ผสานระหว่าง “ประสบการณ์และสัญชาตญาณ” กับ “ภูมิปัญญา” ทางการแพทย์แผนจีนเพื่อให้การรักษามีความเฉพาะตัวและแม่นยำสูงสุด

เปิดตำรับยาจีน

การเปิดตำรับยาจีน คือกระบวนการสำคัญในศาสตร์แพทย์แผนจีน ที่มุ่งเน้นการบำบัดและปรับสมดุลร่างกายจากภายใน โดยใช้หลักการ “วินิจฉัยกลุ่มอาการก่อนแล้วจึงออกแบบแนวทางการรักษา” แพทย์แผนจีนจะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และวิเคราะห์ภาวะสมดุลของหยินหยาง พลังชี่และเลือดอย่างละเอียด ก่อนเลือกสมุนไพรจีนที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและอาการของผู้ป่วยแต่ละคน

ยาจีนแต่ละตำรับประกอบด้วยสมุนไพรจีนหลากหลายชนิดที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมฤทธิ์ บรรเทาอาการ และปรับสมดุลในอวัยวะต่างๆ เช่น บำรุงพลังชี่ ฟื้นฟูเลือด ขับความร้อน หรือขับความชื้น ทั้งนี้ ตำรับยาจะถูกปรับแต่งตามภาวะเฉพาะของแต่ละบุคคล จึงทำให้การรักษามีความเฉพาะตัวสูง โดยตำรับยาจีนในปัจจุบันสามารถอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น ยาต้ม ยาเม็ด ยาแคปซูล หรือยาผง

ทั้งนี้การรับประทานตำรับยาจีนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีนผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากยาสมุนไพรจีนแต่ละชนิดมีสรรพคุณเฉพาะและต้องปรับให้เหมาะกับสภาพร่างกายและภาวะของผู้ป่วย หากใช้ผิดวิธีหรือหาซื้อรับประทานเอง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือทำให้สุขภาพเสียหายได้มากกว่าผลดี ดังนั้น การเปิดตำรับยาจีนโดยแพทย์แผนจีนจึงเป็นการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และสอดคล้องกับภาวะสมดุลของแต่ละบุคคล เพื่อให้ร่างกายฟื้นคืนพลังและแข็งแรงจากภายในอย่างแท้จริง

เลือกคลินิกแพทย์แผนจีนที่ไหนดี เลือกยังไง?

การเลือกคลินิกแพทย์แผนจีนที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย ประสิทธิภาพของการรักษา และความมั่นใจของผู้รับบริการ การพิจารณาอย่างรอบคอบจะช่วยให้คุณได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ โดยควรคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ควรตรวจสอบว่ามีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน และเอกสารรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข
  • แพทย์แผนจีนที่มีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง มีใบอนุญาต ความรู้ความชำนาญในศาสตร์แพทย์แผนจีน สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างแม่นยำ
  • สถานที่สะอาดและได้มาตรฐาน คลินิกควรมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย อุปกรณ์ได้รับการฆ่าเชื้อและจัดเก็บอย่างถูกสุขลักษณะ
  • มีโปรแกรมการรักษาที่หลากหลาย เช่น การฝังเข็ม การครอบแก้ว การกัวซา การนวดทุยหนา และการรมยา เพื่อให้ตอบโจทย์อาการและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล
  • ให้คำแนะนำและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง แพทย์แผนจีนควรให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดและติดตามผลการรักษา เพื่อปรับแนวทางให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
  • มีรีวิวจากผู้รับบริการจริง ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความน่าเชื่อถือในคุณภาพของบริการ

การเลือกคลินิกแพทย์แผนจีนที่ดีจึงไม่ใช่แค่คำนึงจากชื่อเสียงหรือราคา แต่ควรพิจารณาจากความเชี่ยวชาญ มาตรฐานการบริการ และความใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกการรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและเกิดผลลัพธ์สูงสุดต่อสุขภาพของคุณ

หากกำลังมองหาคลินิกแพทย์แผนจีน ทำไมต้องมาที่คลินิก IMI Wellness!

การรักษาด้วยแพทย์แผนจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเน้นการ ปรับสมดุลภายใน ฟื้นฟูสุขภาพจากต้นเหตุ และป้องกันโรคในระยะยาว สำหรับผู้ที่กำลังมองหาคลินิกแพทย์แผนจีนที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ IMI Wellness คือคำตอบที่คุณสามารถไว้วางใจได้

ที่ IMI Wellness เราเป็นทีมแพทย์แผนจีนปริญญาบัตรโดยเฉพาะทั้งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแนวทางการรักษาที่ผสานศาสตร์แพทย์แผนจีนโบราณเข้ากับแนวคิดสุขภาพยุคใหม่ ครอบคลุมหัตถการหลากหลาย เช่น การฝังเข็ม การนวดทุยหน่า การครอบแก้ว การกัวซา การรมยา และการใช้สมุนไพรจีน ทุกขั้นตอนถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับสมดุลของร่างกายและอาการของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่า “สุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากความสมดุลภายใน” IMI Wellness จึงมุ่งมั่นให้การรักษาอย่างปลอดภัย ได้มาตรฐาน และให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เพื่อให้คุณกลับมามีชีวิตที่แข็งแรง สมดุล และเต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง

สรุป

แพทย์แผนจีน คือทางเลือกสำคัญของผู้ที่มองหาการดูแลสุขภาพและการบำบัดฟื้นฟูแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็ม การครอบแก้ว กัวซา นวดทุยหนา รมยา หรือการใช้สมุนไพรจีน ทุกวิธีต่างมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูสมดุลและบรรเทาอาการได้อย่างครอบคลุม IMI Wellness พร้อมเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพของคุณด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางและบริการครบวงจร ให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย

การนวดแผนจีน คืออะไร?

การนวดแผนจีน หรือทุยหนา เป็นเทคนิคการนวดบำบัดตามศาสตร์แพทย์แผนจีนที่มุ่งกระตุ้นเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มทั่วร่างกาย เพื่อช่วยให้ พลังชี่ และเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย บรรเทาความเครียด และปรับสมดุลของร่างกายโดยรวม

แพทย์แผนจีน สามารถรักษาอะไรได้บ้าง?

แพทย์แผนจีนครอบคลุมการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูสมดุลของพลังชี่ และการทำงานของอวัยวะภายใน สามารถช่วยบรรเทาและรักษาได้หลากหลายอาการ เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลั ออฟฟิศซินโดรม โรคระบบทางเดินอาหาร ความผิดปกติของรอบเดือน ภาวะมีบุตรยาก วัยทอง ภูมิแพ้ หอบหืด ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาการจากความเครียด วิตกกังวล และนอนไม่หลับ รวมถึงการฟื้นฟูสุขภาพโดยรวมและเสริมภูมิต้านทาน

แพทย์แผนจีน ถือเป็นหมอหรือไม่?

แพทย์แผนจีน ถือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยจำเป็นต้องผ่านการศึกษาหลักสูตรเฉพาะทางและได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนจากกระทรวงสาธารณสุข จึงจะสามารถวินิจฉัย บำบัด และฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แพทย์แผนจีนมีบทบาทในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการรักษาโรค การปรับสมดุลร่างกาย และการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน ตามหลัก “รักษาราก ปรับสมดุล ฟื้นฟูจากภายใน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของศาสตร์แพทย์แผนจีน

หมอแมะ คืออะไร?

หมอแมะ เป็นอีกชื่อหนึ่งของแพทย์แผนจีนที่คนไทยคุ้นเคยกันมาช้านาน คำว่า “แมะ” มาจากเอกลักษณ์สำคัญของแพทย์แผนจีนที่ใช้การจับชีพจร (การแมะ) เป็นขั้นตอนหลักในการวินิจฉัยสุขภาพผู้ป่วย แพทย์แผนจีนจะตรวจชีพจรบริเวณข้อมือทั้งสองข้าง เพื่อประเมินการทำงานของอวัยวะภายใน ความสมดุลของพลังชี่และหยินหยางภายในร่างกาย การตรวจแมะเป็นศาสตร์เฉพาะที่ต้องอาศัยทั้ง ประสบการณ์ ความละเอียด และความเข้าใจเชิงลึกในระบบพลังของร่างกาย ผลจากการตรวจแมะช่วยให้แพทย์สามารถวิเคราะห์ต้นเหตุของความไม่สมดุลได้อย่างแม่นยำ และวางแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้กลับคืนสู่ภาวะสมดุลตามธรรมชาติ

IMI Wellness สถาบันสุขภาพการแพทย์เชิงบูรณาการ
中西医结合研究所

รักษาผู้ป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนจีนอย่างเต็มรูปแบบ ยินดีให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ

นำทีมโดยทีมแพทย์จุฬา เชียงใหม่ , แพทย์จีนปริญญาปักกิ่ง เซียงไฮ้ ,แพทย์จีนหัวเฉียวรุ่นแรกในประเทศไทย

สอบถามเพิ่มเติม
โทร : 061-6919145 (สาขาเพชรเกษม)
โทร : 099-2395365 (สาขาหลักสี่)
โทร : 084-2924795 (สาขาพัทยา)
โทร : 097-9216424 (สาขาภูเก็ต)

No data was found
Contact Us
สาขาหลักสี่
สาขา เพชรเกษม
สาขา พัทยา
สาขา ภูเก็ต