การรมยาจีน (Moxibustion) การรมยาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

การรมยาจีน หรือ Moxibustion เป็นศาสตร์แพทย์แผนจีนที่ใช้สมุนไพรเฉพาะจุด ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกาย และช่วยปรับสมดุลหยินหยางอย่างปลอดภัยและเหมาะสม
การรมยาจีน (Moxibustion) การรมยาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน
สารบัญ

การรมยาจีน (Moxibustion) คือหนึ่งในหัตถการภายใต้ศาสตร์การดูแลสุขภาพที่สืบทอดจากแพทย์แผนจีนโบราณ อาศัยการเผาสมุนไพรให้เกิดความร้อนและนำไปกระตุ้นบนจุดลมปราณ เพื่อช่วยปรับสมดุล เสริมการไหลเวียน บำรุงสุขภาพ และป้องกันการเกิดโรค อย่างไรก็ตาม การรมยาจีนไม่ใช่วิธีที่สามารถทำเองได้ เพราะต้องอาศัยทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด  บทความนี้ IMI Wellness จะขอแนะนำหลักของการรมยาจีน และข้อควรระวังต่างๆ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์นี้จะปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์แผนจีนจาก IMI Wellness

การรมยาจีน (Moxibustion) คืออะไร?

การรมยาจีน หรือ Moxibustion เป็นหนึ่งในศาสตร์การบำบัดที่สืบทอดมาจากแพทย์แผนจีนดั้งเดิม มีหลักการสำคัญคือการใช้สมุนไพรจีนทำเป็นแท่งหรือก้อน นำมาจุดไฟให้เกิดความร้อน แล้วนำไปอังหรือรมใกล้บริเวณจุดฝังเข็มตามเส้นลมปราณ ความร้อนจากแท่งยาจะซึมลึกเข้าสู่ร่างกาย ช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนของชี่และเลือดเป็นไปอย่างราบรื่น ขับความเย็นและความชื้นที่สะสมออกไป พร้อมทั้งปรับสมดุลหยินหยางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในมุมมองแพทย์แผนจีน การรมยาจัดเป็นหนึ่งในวิธีการบำบัดด้วยไฟ (Fire Therapy) ที่มีคุณสมบัติเด่นในการเสริมพลังหยาง บำรุงเว่ยชี่ หรือภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงช่วยให้ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ขี้หนาว มือเท้าเย็น หรือมีอาการเลือดไหลเวียนไม่ดี ได้รับการฟื้นฟูให้แข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อผู้หญิงที่มีประจำเดือนผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีที่มาจากภาวะเลือดเย็นหรือเลือดคั่ง รวมถึงผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังตามข้อและกล้ามเนื้อ ซึ่งมักทุเลาลงได้เมื่อได้รับการรักษาด้วยหัตถการนี้

การรมยาจีน หมอจีนใช้อะไรในการรมยา?

หัวใจสำคัญของการรมยาจีนอยู่ที่ สมุนไพร “อ้ายเย่” (艾叶 / Mugwort) ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรในตระกูลเดียวกับดาวเรือง ใบและเรือนยอดของอ้ายเย่จะถูกเก็บ นำมาตากแห้ง บดละเอียด แล้วอัดเป็นแท่งหรือก้อนที่เรียกว่า “ม็อกซา” สำหรับใช้จุดไฟในการรมยา สมุนไพรชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือให้ความร้อนที่นุ่มลึก ไม่แผดเผาผิว แต่สามารถแทรกซึมเข้าไปกระตุ้นเส้นลมปราณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากความร้อนแล้ว กลิ่นเฉพาะตัวและคุณสมบัติของอ้ายเย่ยังช่วยในการขับความเย็น ความชื้น กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและพลังชี่ในร่างกาย ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของการบำบัดด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน ที่ไม่ได้มุ่งเพียงบรรเทาอาการ แต่ยังเน้นการฟื้นฟูสมดุลหยินหยางในร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ

ดังนั้น “อ้ายเย่” จึงไม่ใช่เพียงสมุนไพรธรรมดา แต่เป็นรากฐานของศาสตร์การรมยาที่สะท้อนภูมิปัญญาแพทย์จีนที่สืบทอดมาหลายพันปี

สรรพคุณของการรมยาจีน มีอะไรบ้าง?

การรมยาจีน (Moxibustion) มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยอาศัยพลังความร้อนจากสมุนไพรอ้ายเย่ซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ เพื่อปรับสมดุลและแก้ไขความไม่สมดุลต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • อบอุ่นเส้นลมปราณ ขจัดความชื้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดและพลังชี่กลับมาสมดุล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการหนาวง่าย มือเท้าเย็น หรือมักเจ็บป่วยในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง
  • ช่วยให้เลือดและลมปราณไหลเวียนดี ทำให้ระบบหมุนเวียนทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการปวดเมื่อย ปวดประจำเดือน หรืออาการแน่นตึงจากชี่ติดขัด สำหรับการรักษาอาการนี้ แพทย์แผนจีนมักเลือกใช้การรมยาควบคู่กับการฝังเข็มเพื่อเสริมประสิทธิภาพของการรักษา
  • ป้องกันโรคและเสริมสร้างสุขภาพ การรมยาจีนถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดูหรือตอนร่างกายอ่อนแอ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรังและเสริมพลังชีวิตในระยะยาว
  • พยุงพลังหยาง ป้องกันอาการอวัยวะภายในหย่อน วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการอ่อนแรง เหนื่อยง่าย หรือมีอาการตกขาว ตกเลือด รวมถึงอาการที่สะท้อนถึงความพร่องของหยาง
  • สลายก้อน ขับอาการคั่งค้าง ช่วยในการขจัดภาวะคั่งค้างของพลังงานหรือเลือด เช่น ในกรณีที่มีฝีหรือก้อนเล็ก ๆ ในร่างกาย
  • เสริมบำรุงร่างกาย การรมยาทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากโรคระบาดและการติดเชื้อต่าง ๆ ถือเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพที่ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวได้อีกด้วย

วิธีการรมยาแพทย์แผนจีน มีกี่แบบ?

การรมยาในศาสตร์แพทย์แผนจีนมีหลากหลายวิธีที่สืบทอด พัฒนา และปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยและความต้องการของผู้ป่วย แม้รูปแบบจะแตกต่างกัน แต่ทุกวิธีมีเป้าหมายเดียวกัน คือการกระตุ้นเส้นลมปราณ ปรับสมดุลร่างกาย และบรรเทาอาการผิดปกติ แพทย์แผนจีนจะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมตามสภาพร่างกายและอาการของผู้ป่วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ดังนั้นผู้ที่สนใจควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์แผนจีนก่อนเสมอ

วิธีการรมยาอ้ายเย่ และวิธีการประคบร้อนที่ใช้บ่อย

หนึ่งในวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือ การรมยาอ้ายเย่ โดยแพทย์จะจุดไฟที่แท่งอ้ายเย่แล้วนำมาเคลื่อนหรือวางไว้เหนือจุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณ เว้นระยะห่างประมาณ 2–3 เซนติเมตรจากผิวหนัง ความร้อนที่เกิดขึ้นจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ ทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นอย่างพอเหมาะ และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและพลังชี่ได้เต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น ยังมี การประคบร้อน ซึ่งใช้แผ่นประคบหรือกระเป๋าน้ำร้อนวางลงบนตำแหน่งจุดฝังเข็ม วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกหรือไม่เหมาะสมต่อการรมยาด้วยไฟโดยตรง

วิธีการรมยาที่มีอุปกรณ์ช่วย

ในปัจจุบันมีการพัฒนา อุปกรณ์ช่วยรมยา เช่น กล่องรมยา หรือเครื่องควบคุมทิศทางและความร้อนของควันสมุนไพร วิธีนี้ช่วยให้สามารถรมยาได้อย่างสม่ำเสมอ ปลอดภัย และเหมาะสมกับแต่ละจุดฝังเข็ม อีกทั้งยังลดโอกาสการสัมผัสเปลวไฟโดยตรง จึงเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมากในคลินิกแพทย์แผนจีนยุคใหม่

วิธีการแปะแผ่นประคบร้อน

อีกหนึ่งทางเลือกคือ การแปะแผ่นประคบร้อน โดยใช้แผ่นประคบร้อนหรือถุงร้อนวางลงบนจุดฝังเข็มที่ต้องการ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกต่อการรมยาด้วยไฟ การประคบร้อนช่วยบรรเทาอาการปวด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และเสริมการฟื้นฟูร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรมยาจีน มีอาการอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้น?

แม้การรมยาจีนจะถือเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อทำภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีน แต่ระหว่างและหลังการรักษา ผู้รับบริการอาจพบอาการหรือความรู้สึกบางอย่างที่ควรสังเกตและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนจีนอย่างใกล้ชิด

ขณะรมยา

ในขณะทำการรมยา ผู้รับบริการมักจะรู้สึกถึงความอุ่นร้อนที่ค่อย ๆ แผ่ไปตามจุดฝังเข็ม อาการนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพลังความร้อนจากสมุนไพรได้กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและพลังชี่ตามเส้นลมปราณ อย่างไรก็ตาม ความร้อนต้องอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ไม่ควรร้อนจนเกิดความรู้สึกแสบหรือระคายเคือง หากผู้รับบริการรู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งแพทย์แผนจีนทันทีเพื่อปรับระดับความร้อนให้เหมาะสม

หลังรมยา

เมื่อการรมยาเสร็จสิ้น ผิวหนังบริเวณที่ทำมักมีรอยแดงหรือคงความอุ่นอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่ตอบสนองต่อความร้อน บางรายอาจรู้สึกผ่อนคลายหรือมีอาการเบาสบายขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่ผิวหนังไวต่อความร้อน อาจพบตุ่มน้ำพองหรือความรู้สึกแสบร้อน หากเกิดอาการดังกล่าว ไม่ควรเจาะหรือแกะด้วยตนเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์แผนจีนหรือปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลหลังการรมยาอย่างเคร่งครัด

การรมยาจีนในตำแหน่งที่เหมาะสม

การเลือกตำแหน่งสำหรับการรมยาจีนถือเป็นหัวใจสำคัญของการบำบัด เพราะจุดฝังเข็มแต่ละตำแหน่งมีความหมายและผลต่อระบบร่างกายที่แตกต่างกัน แพทย์แผนจีนจะทำการประเมินอาการและเลือกจุดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัย

  • เลือกจุดฝังเข็ม 3-5 จุดต่อครั้ง แพทย์จะประเมินอาการและเลือกจุดที่เหมาะสม
  • แต่ละจุดใช้เวลารมยา 10-20 นาที ไม่ควรรมยานานเกินไปในแต่ละจุดเพื่อป้องกันการระคายเคืองผิว
  • ทำวันละ 1 ครั้ง หรือวันเว้นวัน จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และการประเมินของแพทย์
  • ตำแหน่งที่นิยม เช่น จู๋ซานหลี่, กวานเอวี๋ยน, มิ่งเหมิน, จงหว่าน เป็นจุดสำคัญที่ช่วยเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ดี

การรมยาจีนในตำแหน่งเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการผิดปกติ แต่ยังเป็นการฟื้นฟูสมดุลหยิน–หยางและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมอย่างเป็นองค์รวมอีกด้วย

ข้อควรระวังที่ควรรู้ในการรมยาจีน

แม้การรมยาจีนจะเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่มีประโยชน์และปลอดภัยหากทำอย่างถูกต้อง แต่ก็มีข้อควรระวังหลายประการที่ควรใส่ใจ เพื่อป้องกันอันตรายและให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจากการรักษา

  • ผู้ที่มีอาการร้อนสูงหรือโรคกลุ่มอาการแกร่ง ควรหลีกเลี่ยงการรมยา เนื่องจากความร้อนอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงมากขึ้น
  • ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีผิวบอบบาง ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดแผลไหม้หรือการระคายเคืองจากความร้อน
  • ควรอยู่ในท่าทางที่ผ่อนคลายขณะรมยา ระหว่างทำการรมยา เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้เต็มที่ และลดความเสี่ยงต่อการเคลื่อนไหวจนเกิดอุบัติเหตุ
  • อย่าให้ไฟสัมผัสกับเสื้อผ้าหรือเครื่องนอน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการลุกไหม้ ซึ่งเป็นข้อควรระวังสำคัญเมื่อใช้ไฟโดยตรง
  • งดการรมยาบริเวณใบหน้า ศีรษะ หรือใกล้อวัยวะสำคัญ ไม่ควรทำในหญิงตั้งครรภ์ หรือบริเวณที่มีเส้นเลือดขนาดใหญ่ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนจีนอย่างเคร่งครัด และไม่ควรทำการรมยาด้วยตนเองหากไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ที่เพียงพอ

หากต้องการรมยาจีน ทำไมต้องมาที่คลินิก IMI Wellness!

การเลือกคลินิกแพทย์แผนจีนที่มีใบอนุญาตและมีประสบการณ์ด้านการรมยา ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษา ที่ IMI Wellness เราให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยทีมแพทย์แผนจีนที่มีประสบการณ์และผ่านการฝึกฝนจากมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนชั้นนำ การรมยาจีนที่ IMI Wellness ไม่ได้มุ่งเพียงบำบัดอาการหรือป้องกันโรคเท่านั้น แต่ยังเน้นการ ส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูสมดุล และยกระดับคุณภาพชีวิต ของผู้รับบริการอย่างแท้จริง ทุกขั้นตอนดำเนินการตามมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการใส่ใจบริบทเฉพาะบุคคล เพื่อให้การดูแลตรงจุดและตอบโจทย์สุขภาพในระยะยาว

สรุป

การรมยาจีน (Moxibustion) คือศาสตร์การดูแลสุขภาพตามแนวทางแพทย์แผนจีนที่ได้รับการยอมรับและสืบทอดมาหลายศตวรรษ โดยมีเป้าหมายหลักคือการปรับสมดุลร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการเรื้อรัง และช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย เมื่อเข้ารับบริการกับคลินิก IMI Wellness คุณจะมั่นใจได้ว่าได้รับการดูแลโดยทีมแพทย์แผนจีนที่มีความรู้ พร้อมการวินิจฉัยอย่างละเอียดและคำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อให้คุณก้าวสู่สุขภาพที่แข็งแรงและสมดุลอย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย

การรมยาจีน (Moxibustion) คืออะไร?

การรมยาจีน (Moxibustion) คือหนึ่งในวิธีการบำบัดที่สืบทอดจากศาสตร์แพทย์แผนจีนมาอย่างยาวนาน โดยใช้สมุนไพร “อ้ายเย่” ทำเป็นแท่งแล้วจุดไฟให้เกิดความร้อน จากนั้นนำไปวางหรือรมเหนือจุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณ ความร้อนจากสมุนไพรจะซึมลึกเข้าสู่ร่างกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและพลังชี่ ปรับสมดุลหยิน–หยาง และส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพโดยรวม

การรมยาจีนช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

สรรพคุณของการรมยาจีนมีหลายด้าน ทั้งการบรรเทาอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น ปวดข้อ ปวดประจำเดือน หรืออาการอ่อนเพลียเรื้อรัง รวมถึงการกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและพลังงานในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลของอวัยวะภายใน และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแนวองค์รวม ไม่เพียงรักษาอาการเฉพาะหน้า แต่ยังเสริมรากฐานสุขภาพในระยะยาว

การรมยาจีนเหมาะกับใครบ้าง?

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ภาวะอ่อนเพลีย รู้สึกหนาวง่าย หรือผู้ที่ต้องการเสริมสุขภาพให้แข็งแรง อย่างไรก็ตาม การรมยาจีนควรทำภายใต้การประเมินของแพทย์แผนจีน เพราะต้องพิจารณาว่าสภาพร่างกายเป็นภาวะหยิน–หยางแบบใด เช่น ผู้ที่มีภาวะ “ร้อนเกิน” มักไม่เหมาะกับการรมยาด้วยความร้อน

การรมยาจีนแตกต่างจากการฝังเข็มอย่างไร?

แม้ทั้งสองวิธีจะอาศัยจุดฝังเข็มเป็นหลัก แต่การรมยาจีนใช้ “ความร้อนจากสมุนไพร” เพื่อกระตุ้นและปรับสมดุล ในขณะที่การฝังเข็มใช้ “เข็ม” ปักลงไปที่จุดฝังเข็มโดยตรง ทั้งสองวิธีมีจุดเด่นต่างกันและมักใช้ร่วมกันเพื่อเสริมผลการรักษา ตัวอย่างเช่น หากต้องการบำรุงหยางและขับความเย็น มักเลือกการรมยา แต่หากต้องการกระตุ้นพลังชี่ที่ติดขัด การฝังเข็มก็มีประสิทธิภาพมากกว่า

ขณะทำการรมยาจีน จะรู้สึกอย่างไร? เจ็บไหม?

ผู้รับบริการมักจะรู้สึกอุ่นสบายตรงบริเวณที่รม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความร้อนกำลังซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ ปกติจะไม่รู้สึกเจ็บ หากรู้สึกแสบหรือร้อนเกินไปจนไม่สบาย ควรแจ้งทันทีเพื่อปรับระดับการรมยา

การรมยาจีนมีข้อควรระวังหรือผลข้างเคียงหรือไม่?

การรมยาจีนควรทำโดยแพทย์แผนจีนเท่านั้น เพราะหากทำผิดวิธีอาจเกิดรอยแดงหรือตุ่มน้ำพองได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีผิวบอบบาง อีกทั้งไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการร้อนสูง หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ความดันสูงหรือโรคหัวใจ จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์แผนจีนก่อนทุกครั้ง

ต้องทำการรมยาจีนกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

ผลลัพธ์ของการรมยาจีนขึ้นอยู่กับอาการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยทั่วไป ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกดีขึ้นตั้งแต่ 3–5 ครั้งแรก แต่เพื่อให้ผลยั่งยืน มักแนะนำให้ทำต่อเนื่องเป็นคอร์ส ภายใต้การวางแผนการรักษาของแพทย์แผนจีน ซึ่งจะประเมินทั้งอาการ ภาวะหยิน–หยาง และสมดุลโดยรวมของร่างกาย

IMI Wellness สถาบันสุขภาพการแพทย์เชิงบูรณาการ
中西医结合研究所

รักษาผู้ป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนจีนอย่างเต็มรูปแบบ ยินดีให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ

นำทีมโดยทีมแพทย์จุฬา เชียงใหม่ , แพทย์จีนปริญญาปักกิ่ง เซียงไฮ้ ,แพทย์จีนหัวเฉียวรุ่นแรกในประเทศไทย

สอบถามเพิ่มเติม
โทร : 061-6919145 (สาขาเพชรเกษม)
โทร : 099-2395365 (สาขาหลักสี่)
โทร : 084-2924795 (สาขาพัทยา)
โทร : 097-9216424 (สาขาภูเก็ต)

No data was found
Contact Us
สาขาหลักสี่
สาขา เพชรเกษม
สาขา พัทยา
สาขา ภูเก็ต