ตรวจวินิจฉัยโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

“หมอจีนรู้ได้ไง...ว่า เราป่วย” สงสัยไหม คะว่า เวลาไปหาหมอจีน ทำไมคนไข้พอพูดคุยกับหมอจีน แค่ขอดูลิ้น จับแมะชีพจร ก็รู้แล้วว่าคุณไม่สบายตรงไหนบ้าง คนไข้แจ้งอาการหนึ่ง หมอจีนกลับรู้ว่าเรามีอาการอื่นๆ ที่เป็นด้วย และในปัจจุบัน หมอจีนจะวินิจฉัยโรคด้วย 4 วิธี เพื่อหาสาเหตุของอาการโรค เรียกว่า ซื่อเจิ่น (四诊) ได้แก่ 1.การดู (望诊 ว่างเจิ่น) 2.การฟัง - ดม(闻诊เหวินเจิ่น) 3.การถาม (问诊 เวิ่นเจิ่น) 4.การจับชีพจรและการคลำ (切诊เชี่ยเจิ่น) ควบคู่กับการตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น การตรวจร่างกาย ซักถามประวัติเบื้องต้น และใช้ซื่อเจิ่น “ดูฟัง-ถาม-จับ” ช่วยแยกกลุ่มอาการตามทัศนะของแพทย์แผนจีน ช่วยให้เลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การรักษาได้ผลและตรงอาการที่สุด
ตรวจวินิจฉัยโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน
Page 3
สารบัญ

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมแพทย์จีนจึงสามารถบอกอาการของเราได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่ขอดูลิ้นและจับชีพจร ความสามารถนี้ไม่ใช่พลังวิเศษ แต่เป็นหัวใจสำคัญของศาสตร์การวินิจฉัยที่เรียกว่า “ซื่อเจิ่น” (四诊) หรือการตรวจทั้ง 4 ประกอบด้วย การดู, การฟังและดม, การถาม และการจับชีพจร ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้แพทย์จีนมองเห็นถึงความไม่สมดุลที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของคุณ

หมอจีนรู้ได้ยังไง ว่า…เราป่วย

1. การดู (望诊)


– การมองดู เป็นการตรวจดูสภาพทั่วไปของร่างกาย สภาพจิตใจ อาการแสดงผิดปกติ สิ่งคัดหลั่งของเสียที่ออกจากร่างกาย หรือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายนอกร่างกาย เช่น 

– “การดูเสิน” (神) การแสดงอารมณ์ สีใบหน้า ท่าทาง เช่น หน้าแดงแจ๋ = ป่วยจากความร้อน (หยางมาก) , หน้าซีดขาว = เป็นคนขี้หนาว เลือดน้อย (หยางพร่อง)

– การดูลิ้น (舌) ช่วยแยกกลุ่มอาการ ดูการไหลเวียนของเลือด-ลม มีการแยกตำแหน่งของอวัยวะต่างๆ รวมถึงฝ้าลิ้น ลีลิ้น รอยแตกลิ้น ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า “ลิ้น สามารถบอกโรคได้” นั่นเอง

2. การฟังเสียง และดมกลิ่น (听诊和闻诊)

เป็นการตรวจสภาพร่างกายจากการฟังเสียงพูด เสียงลมหายใจ และกลิ่นที่ออกมาจากร่างกาย

ฟังเสียง (听诊)

  • เสียงแหบ
  • การเปล่งเสียง
  • ลักษณะการพูด
  • เสียงหอบ
  • เสียงอาเจียน
  • เสียงสะอึก

ดมกลิ่น (闻诊)

  • เช่น คนไข้ที่พลังชี่ของม้ามพร่อง อาหารไม่ย่อย จะทำให้มีกลิ่นปาก ในขณะสนทนา ทำให้แพทย์แผนจีนรู้ว่า มีความร้อนที่กระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องผูกบ่อย เป็นต้น
  • หากเป็นหวัด กลิ่นในจมูก น้ำมูกข้นไหล เสมหะเหนียวเหลือง/ใส ก็จะช่วยแยกกลุ่มอาการร้อน-เย็นได้

3. การถาม (问诊)

เป็นการถามประวัติ สภาพเจ็บป่วย อาการสำคัญ ระยะเวลา และการดำเนินโรค โดยจะใช้กลุ่มคำถามที่ควรถามผู้ป่วย/ญาติ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้แพทย์จีนรู้สภาวะของโรคได้อย่างถูกต้องชัดเจน มี 10 หัวข้อ ดังนี้

1. ร้อนและเย็น (หนาวและไข้) = รู้ระดับหยิน-หยางในร่างกาย
2. เหงื่อ = ดูลมปราณหยาง ของเหลวในร่างกาย
3. ศีรษะและลำตัว = อาการปวดตำแหน่งต่างๆ
4. ปัสสาวะและอุจจาระ =ดูการทำงานของม้าม กระเพาะอาหาร ตับ ปอด
5. อาหารการกินและรสชาติ =ดูการทำงานของม้าม+กระเพาะอาหาร
6. ทรวงอก
7. การนอนหลับและการได้ยิน
8. ความกระหายน้ำ = สภาพของเหลวในร่างกาย
9. ประวัติเกี่ยวกับการป่วย
10. สาเหตุแห่งการเจ็บป่วย

*ในผู้หญิง ก็จะสอบถามประวัติประจำเดือน การตั้งครรภ์ ร่วมด้วย

4. การคลำ

 เป็นการคลำตรวจหาความผิดปกติของร่างกาย รวมถึงการการแมะ หรือ ตรวจชีพจร เพื่อดูสภาวะโรค การไหลเวียนของพลังชี่และเลือดในร่างกาย การทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นด้วย

– การแมะ / ตรวจชีพจร  : แพทย์จีนจะใช้มือจับชีพจรบริเวณข้อมือ ทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 3 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งชุ่น (寸) ตำแหน่งกวน (关) และตำแหน่งฉื่อ (尺) แล้วออกแรงใช้นิ้วกดด้วยแรงกดหนัก – เบา 3 แบบ คือ แบบลอย (浮 ฝู) แบบกลาง (中จง) และแบบจม (沉 เฉิน) 

– ชีพจรมือซ้าย : หัวใจ ตับ ไตหยิน
– ชีพจรมือขวา : ปอด ม้าม ไตหยาง

IMI Wellness สถาบันสุขภาพการแพทย์เชิงบูรณาการ
中西医结合研究所

รักษาผู้ป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนจีนอย่างเต็มรูปแบบ ยินดีให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ

นำทีมโดยทีมแพทย์จุฬา เชียงใหม่ , แพทย์จีนปริญญาปักกิ่ง เซียงไฮ้ ,แพทย์จีนหัวเฉียวรุ่นแรกในประเทศไทย

สอบถามเพิ่มเติม
โทร : 061-6919145 (สาขาเพชรเกษม)
โทร : 099-2395365 (สาขาหลักสี่)
โทร : 084-2924795 (สาขาพัทยา)
โทร : 097-9216424 (สาขาภูเก็ต)

No data was found
Contact Us
สาขาหลักสี่
สาขา เพชรเกษม
สาขา พัทยา
สาขา ภูเก็ต